Tokyo Love Story : "Part 12"

โดยคุณ - "TOKYODOME" tokyo_dome1@hotmail.com

***** เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เขียนขึ้นจากประสพการณ์ของผม(TOKYODOME)เองครับ *****


..... เราตกลงกันว่าเรียวจะพาผมไป "อะซะคุซะ" ไปไหว้พระที่นั่น.. ผมเคยไป อะซะคุซะ เมื่อนานมาแล้ว ตอนมาเที่ยวญี่ปุ่นกับครอบครัว สมัยยังเรียนประถม.. ผมยังสามารถที่จะ นึกภาพของ อะซะคุซะออกรางๆ ว่ามันเป็นอย่างไร..
.. ผู้คนมากมาย ของขาย ควันธูป โคมไฟสีแดงใหญ่ๆ .. ผมนึกและอยากจะไปเห็นว่า อะซะคุซะ ในวันนี้กับ อะซะคุซะ เมื่อหลายปีก่อนนั้น ต่างกันอย่างไร.. ก็เลยพูดขึ้นกับเรียวว่า
"อยากไปเร็วๆ เพราะอยากรู้ว่า อะซะคุซะ ตอนนี้ กับ อะซะคุซะ เมื่อตอนเป็นเด็กมันเปลี่ยนไปยังไง"
"ไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยนไปหรอก วัดก็ยังเหมือนเดิม.. เปลี่ยนไปก็ที่เมื่อหลายปีก่อนไปไหว้พระกับใคร วันนี้ไปกับใครและ ครั้งต่อไปจะไปกับใคร"
ผมคุ้นๆ กับประโยคที่เรียวพูดออกมา คิดว่าเขาต้องไปลอกใครมาแน่ๆ แต่ก็ได้แต่นึกไปอย่างนั้น..

... จาก ชิบุยะ เรานั่งรถไฟกันแค่สายเดียวไปจนถึง อะซะคุซะ.. แต่มันเป็นการนั่งจาก ต้นทางไปลงที่ปลายทาง เรานั่งคุยกันไปตลอดทาง หยอกกันไปตลอดทาง.. โดยที่มือของเราทั้ง 2 คน ก็แอบจับกันอยู่อย่างนั้น โดยที่ใครก็ไม่สามารถมองเห็นได้.. เราคุย กันไปต่างๆ นาๆ ทำไมวันนี้เรียวชวนมาไหว้พระ ทำไม ทำไม และ ทำไม..
.. ผมคิดว่าคนญี่ปุ่นจะไหว้พระกันเฉพาะปีใหม่ซะอีก.. แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่ อย่างเรียวกับที่บ้านถ้าเขาว่างๆ เขาก็ไปไหว้พระ ใกล้สอบ ก็ไปไหว้พระ..ไปขอพร ไปขอให้สุขภาพแข็งแรง.. ถ้าเพิ่มบน ไปอีกอย่างก็เหมือนคนไทยเลย.. แล้วผมก็อธิบายเกี่ยวกับเรื่อง บนบานสานกล่าวให้เรียวฟัง.. ซึ่งก็ทำให้ผมตกใจ ว่าที่ญี่ปุ่นก็มีเหมือนกัน สงสัยมันก็คงจะมีเหมือนๆ กันทุกที่ ...

... เราลงรถไฟกันที่ สถานีรถไฟใต้ดิน อะซะคุซะ.. สถานีอะซะคุซะ เราเดินขึ้นมาจากสถานีมุ่งหน้าไปสู่วัด.. วัด วัดอะไรที่จำชื่อ ไม่ได้แล้ว.. ถามเรียวเขาก็ได้แต่ยิ้มและขำ บอกว่าวัดนี้ดังมาก ทำไมทั้งๆ ที่ผมเคยมาแล้วก็น่าจะจำชื่อวัดนี้ได้.. แล้วก็เดินเอามือล้วง กระเป๋าทำหน้าตามึนๆ เดินนำหน้าผมไป..
.. ผมเดินตามไปคาดคั้น เอาชื่อวัดออกมาจากปากเรียว "วัดชื่ออะไร วัดชื่ออะไร" พลันสุนัขจิ้งจอก ก็ยักคิ้วหลิ่วตา พูดออกมาเป็นภาษาญี่ปุ่น แบบชัดถ้อยชัดคำว่า "เซนโซะจิ" อืมมม วัดเซนโซะจิ พูดมาตั้งนานก็รู้แล้ว แล้วเรียวก็ไม่ทำอะไร นอกจากขำแล้วเราสองคนก็เดินไปเรื่อยๆ ...

... เดินออกมาจาก สถานี อะซะคุซะ ได้นิดเดียวเท่านั้น ก็จะเจอกับทางเข้าวัด เซนโซะจิ.. มีประตูใหญ่ตั้งอยู่ที่ปากทางเข้า มองเข้าไปแล้ว ถนนเข้าวัดนี้ยาวพอสมควร คนก็เยอะพอสมควรด้วย ดูคึกคัก มีสีสันและมีชีวิตชีวามาก.. ผมถามเรียวว่า ผมเยอะอย่างนี้ เราจะหลงกันหรือป่าว ? เขาไม่ตอบในทันที คว้าเอามือผมไป แล้วจูงมือผมเข้าไป แล้วพูดเป็นภาษาอังกฤษที่ฟังยังไงๆ ก็เป็นภาษาญี่ปุ่นว่า..
"Welcome to Asakusa Nakamise Street"
ผมเลยรับมุขบ้าๆ ไปกับเรียวด้วย "ขอบคุณนะคุณไกด์" ..
.. สองข้างทางของถนน ที่จะพาเราเข้าไปยัง วัด เซนโซะจิ ถ้าจะให้ผมเปรียบแล้ว ก็เหมือนกับงานวัดภูเขาทองบ้านเรานี่เอง เพียงแต่ งานวัดของเซนโซะจิ นี่มีกันตลอดปี และตี๋ๆที่เซนโซะจิ ก็ดูน่ารักกว่าตี๋ๆ ที่ภูเขาทองครับ ....

... เราเดินกันไปเรื่อยๆ แวะดูของข้างทางไปเรื่อยๆ จนเกือบลืมไปว่านี่เราจะมาไหว้พระไม่ได้มา Shopping แต่มันก็น่าจะทำให้เราลืมได้ เพราะสองข้างทางนั้น.. ของที่วางขายทำให้ผมตื่นตาตื่นใจมาก ของฝากของที่ระลึก กระเป๋า กล้องถ่ายรูป รองเท้า ตุ๊กตา ขนม ของกิน รวมไปถึง กิโมโน ก็ยังมี.. เรียวก็ชี้โน่นชี้นี่ ให้ผมดูเสมอๆ
.. ผมมีความสุขมากจนลืมไปว่า.. นี่มือเรายังจับกันอยู่อย่างนี้ ปกติผมเป็นคนที่ทำอะไร โดยที่ไม่แคร์สายตาใครๆ อยู่แล้ว.. จะจับมือจะทำอะไรกันก็ได้ เพราะมันก็คือตัวของเรา แต่ผมไม่รู้ว่า เรียวคิดแบบนั้นหรือป่าว.. ผมค่อยๆ ถามเขา เบาๆ ว่า
"มือเรายังจับกันอยู่อย่างนี้จะดีหรือ.. เดี๋ยวคนอื่นจะมองเรา 2 คนไม่ดีนะ เราจับมือกันมาตั้งแต่ลงรถไฟแล้วนะคุณไกด์"

... ไม่มีคำตอบใดๆ จากไกด์ที่แสนดีของผม.. แต่เขายังคงจับมือผม ซ้ำยังบีบมือผมเบาๆ และเราก็เดินเข้าไปเรื่อยๆ ผ่านร้านค้ามากมาย คุยกันไปต่างๆนาๆ จนกระทั่งเดินเข้ามาถึงตัววัด "เซนโซะจิ" ..
.. ผู้คนมากมายเดินไปเดินมา คนญี่ปุ่นเอง ก็เยอะแล้ว คนต่างชาติก็มี และ ที่สำคัญ
"เรามีเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งที่จะเที่ยวชมในบริเวณนี้นะครับ หลังจากนั้นทุกคน เจอกันตรงโคมไฟแดงนั่นนะครับ"
.. ไกด์คนไทยพูดภาษาไทยเสียงดังฟังชัด กับลูกทัวร์โขลงใหญ่ของเขา ผมเรียกให้เรียวดูว่านี่ นี่ นี่ นี่แหละคนไทยดูซะ.. เขาจ้องมองดูคนไทยนั้นซักครู่ แล้วก็พูดออกมากับผมว่า "สะวัดเดค้าบ"
.. ผมอดที่จะหัวเราะออกมาเสียงดังๆ ไม่ได้ เรียวบีบมือผมแรงๆ ถามว่าหัวเราะอะไร.. ผมก็เลยต้องสอน การออกเสียงคำว่า สวัสดี ที่ถูกต้องให้เรียว.. แล้วเดินเข้าไปในวัด กันสองคน ...

... ผู้คนมากมาย ควันธูป เสียงจ้อกแจ้ก จอแจ การอธิฐาน และ ผมกับเรียว ... ผมเพิ่งจะรู้และระลึกได้ว่า วัดเซนโซะจิ นี่วัดเจ้าแม่กวนอิม เองหรอกหรอ.. เสียดายเรียวอธิบายไม่เป็นว่า อะไรคือเจ้าแม่กวนอิม แต่ก็ไม่เป็นไร วัดเจ้าแม่กวนอิม ..
.. ผมกำลังก้มหน้าก้มตาอธิฐานอยู่ ก็รู้สึกว่าเรียวมา ด่อมๆ มองๆ ผมอยู่ข้างหลัง.. ผมอธิฐานเสร็จ ลุกขึ้นเดินออกมา พร้อมกันกับเรียว
"อธิฐานอะไรหรอ" เรียวถาม
"อ้าว ... บอกแล้วจะเรียกอธิฐานหรอเรียว คนไทยไม่บอกกันหรอกว่า อธิฐานอะไร"
"แต่คนญี่ปุ่นบอก"
"แต่โบ้ทเป็นคนไทยนะไม่บอกดีกว่า"
"แต่มีแฟนเป็นคนญี่ปุ่น"
"คนละเรื่องกัน ไม่เอาๆ ไม่บอกๆ"
เหมือนเรียวจะรู้ว่า คาดคั้นไปก็ไม่มีประโยชน์ เงียบไปสักครู่มองหน้าผม ...

... เขาหยิบเอา สิ่งหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อของเขา ลักษณะคล้ายถุงผ้าบางอย่าง ประดับไปด้วยเชือก หรือว่าด้ายสีทองเต็มไปหมด.. ผมนึกออกทักทีเพราะว่าเคยเห็นมาบ้างมันก็คือ เครื่องรางของญี่ปุ่น ที่เชื่อกันว่าถ้าเก็บเอาไว้จะทำให้โชคดี และมีความสุข เอายื่นให้ผมแล้วบอกว่า.. ให้ผม ..
.. ผมยิ้มรับเอามาเก็บเอาไว้ใน กระเป๋าเงินของผม ตอนนี้มันอัดไปด้วย เครื่องราง การ์ดโตเกียวโดม รูปเรียว และเงินของเรียว ตอนนั้นผมคิดแต่ว่า ผมน่าจะให้อะไรกับเรียวบ้าง คิดไปคิดมา ผมก็นึกออก จูงมือเรียวเดินไปหน้าวัดแล้วก็ ........

[ อ่านตอนถัดไป ]

[Home]