Tokyo Love Story : "Part 16"

โดยคุณ - "TOKYODOME" tokyo_dome1@hotmail.com

***** เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เขียนขึ้นจากประสพการณ์ของผม(TOKYODOME)เองครับ *****


... เสียงล้อรถไฟที่วิ่งไปบนรางเหล็ก แว่วเข้ามากระทบหูผม.. ผมมองออกไปนอกหน้าต่างรถไฟ โตเกียวตอนกลางคืน.. ตึกสูงๆ ที่มีแสงไฟระยิบระยับ.. ฝนที่กำลังตกลงมาในตอนนี้ มันก็คงคล้ายๆ กับน้ำตาของผมเอง.. น้ำตาที่ไหลออกมา ให้กับความรู้สึก แย่ๆที่เพิ่งจะเกิดขึ้น..
.. ผมลงจากรถไฟ ต่อรถไฟ สายเอกชนอีกสายกลับหอ.. จริงๆ แล้วความรู้สึกตอนนี้ ผมยังไม่อยากที่จะกลับหอ ไม่อยากกลับไปอยู่คนเดียวเงียบๆ ไม่อยากให้ความเงียบมันเข้ามา ใกล้ชิดผมไปมากกว่านี้ในตอนนั้น ....

... ผมลงรถไฟ เดินออกมาจากสถานี กางร่มเดินฝ่าฝนออกมาจากตรงนั้น กลับหอ ..... ผมได้แต่ก้มหน้าเดินไปเรื่อยๆ ช้าๆ คิดไตร่ตรองเรื่องที่ผ่านมาทั้งหมด.. ตั้งแต่เมื่อเย็นนี้ ที่โรงเรียน จนกระทั่งที่สถานีรถไฟ ผมเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า.. ผมเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า.. ผมได้แต่ คิด คิด คิด ไปเอง.....

.. เดินผ่านคลองที่เราเคยเดินผ่านด้วยกัน ผ่านร้านบะหมี่รถเข็น ที่ครั้งนึง.. เราเคยมานั่งกินอยู่ด้วยกัน และซื้อขึ้นไปกินบนหอเสมอๆ ฝนที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตก.. ผมหยุดเดินมองขึ้นไปบนฟ้า แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากกว่านั้น.. ผมเดินไปจนถึงหอ เก็บร่มเอาไว้ที่ ระเบียงหน้าหอ ร่มที่ครั้งนึง เคยมีผมกับเรียวอยู่ข้างใน ...

... ผมเข้ามาในห้องของตัวเอง ไม่มีแรงที่จะทำอะไรทั้งนั้น สมุดการบ้านยังคงอยู่ในกระเป๋า.. รองเท้านักเรียนที่ยังไม่ทันจะเก็บเข้าที่.. ชุดเครื่องแบบที่ผมยังใส่อยู่.. ฝูกที่นอนที่ยังคงอยู่ในตู้.. นาฬิกาที่ยังไม่ทันจะถอดเอาไปเก็บ.. หนังสือเรียนของอีกวันที่ยังคงวางอยู่ที่ชั้นหนังสือ..
.. ผมที่นอนอยู่บนพื้นเสื่อของห้อง หลับตา.. คิดถึงเรื่องราวต่างๆ นาๆ ตั้งแต่วันแรก ที่ทักกันโดยบังเอิญบนรถไฟ จนถึงเรื่องราวเมื่อสักครู่ จะทำอย่างไรเพื่อจะห้ามใจไม่ให้คิด จะทำอย่างไร... ผมนอนขดอยู่ที่พื้น อย่างนั้น .....

... ผมไม่รู้ว่ามันเป็น เวลาเท่าไหร่ ดึกแค่ไหน แต่เสียงโทรศัพท์ที่ดังอยู่นั้น กำลังปลุกให้ผมตื่น ผมไม่ทันที่จะนึกว่า จะมีสักกี่คนที่จะโทรมาหาผม พ่อ.. แม่.. เพื่อนคนไทย.. หรือว่าเขาคนนั้น..
.. ผมยกหูโทรศัพท์ ขึ้น "moshi moshi bo-to" ทันทีที่ผมได้ยินเสียง นั้น เสียงที่ปลุกผมให้ตื่นจากอาการ งัวเงียและความง่วง แต่ตอนนั้น ผมไม่อยากจะทำอะไรทั้งนั้น ไม่อยากพูด ไม่อยากคุยอะไรทั้งนั้น... ผมบอกเขาว่า ผมยังไม่ต้องการจะฟังอะไรทั้งนั้น วางโทรศัพท์ซะ อย่าโทรมาอีก ผมจะปิดสาย แต่เสียงที่สวนกลับมากลับบอกว่า..
.. อย่าเพิ่งวาง เขารอผมอยู่ที่ ตู้โทรศัพท์สาธารณะ แถวๆ หลังสถานี อยากให้ผมออกไป ได้ยินแบบนั้นผมไม่ได้ตอบอะไรกลับไป วางหูโทรศัพท์ลงเบาๆ ดึงสายโทรศัพท์ออก แล้วผมก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่า ลงไปข้างล่างหยิบร่ม แล้วเดินออกไปสถานี..
.. ฝนที่ตกลงมาปรอยๆ ที่ถนนข้างนอกนั้น มีผมกำลังถือร่มเดินออกไปที่สถานีรถไฟ ผมเดินไปถึงหลังสถานีรถไฟแล้ว แต่ด้วยความที่ ทุกวันผมไม่คยสังเกตุว่า มีตู้โทรศัพท์อยู่ตรงไหนบ้าง ผมถือร่มเดินไปเดินมา อยู่สักพัก แล้วก็มีเสียงเรียกชื่อผม ดังออกมาจากอาคารสถานี.....

.. ฝนที่ตกลงมาตอนกลางคืนไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ... นักเรียนโรงเรียนชายล้วน 2 คน ในชุดเครื่องแบบ ต่างคนต่างยืนมองกันอยู่ โดยไม่รู้ว่าควรจะเริ่มบท สนทนาอย่างไรดี.. เราสองคนต่างยืนนิ่งกันอยู่สักพัก ผมก็พูดกับเขาว่า..
"ที่เรียกออกมาน่ะ เท่านี้ใช่มั้ย.. ผมจะกลับไปนอน "นาย" ก็ไปรีบกลับไปซะ เดี๋ยวจะไม่ทันรถไฟ เที่ยวสุดท้าย"
.. ผมหันหลังกลับไปกำลังจะเดินกลับหอ พลันให้คิดได้ถึงบางเรื่อง ผมหยุดกลับหลังหันเดินไปที่เขาคนนั้น
"ร่มนี่ของนาย ขอบคุณที่ให้ยืมใช้"
.. จริงๆ แล้วในความคิดของผม การกระทำแบบนี้ เป็นการกระทำของคนที่มีความกล้าแต่ทำไม .. ผมนำร่มไปคืนเขา ขอบคุณเขา แต่ตัวผมกลับร้องไห้ออกมา .. ผมเก็บร่ม วางให้เค้า จังหวะที่กำลังจะเดินหันกลับออกจากสถานี ผมรู้สึกได้ว่า มีมืออุ่นๆ มาจับข้อมือผมเอาไว้ .....

... ฝนที่ตกลงมาปรอยๆ ทั้งผมและเขา ต่างอยู่ในสภาพที่เปียก เพราะร่มที่เราทั้ง 2 เคยใช้กันอยู่ประจำ ผมเพิ่งคืนให้กับเขา และมันก็ถูกวางเอาไว้ที่พื้นอย่างนั้น..
.. ผมยังหันหลังให้ ก้มหน้าไม่ได้พูดอะไรออกไป มีแต่ข้อมือของผม ที่ถูกรั้งเอาไว้ด้วยมือของเขา.. จริงๆ แล้วถ้าผมจะสะบัดมือให้หลุด แล้วเดินกลับไปตอนนี้ผมก็ทำ ได้แต่เพราะอะไร ผมถึงไม่ทำก็ไม่ทราบ..
.. ผมยังร้องไห้ไปอย่างนั้น.. จนกระทั่ง.. ได้ยินเสียงสั่นๆ ของเขา เสียงที่ผมคุ้นเคยมาตลอด แต่ครั้งนี้เสียงนั้นมันสั่น จนรู้สึกได้ว่าอีกคนที่กำลังจะพูด ก็กำลังร้องไห้อยู่เหมือนกัน .....

... มันคงไม่ผิด ถ้าเราจะยังคงยินดีกับอดีตที่สวยงาม และมันก็คงจะไม่ผิดอีก ถ้าอดีตที่สวยงามนั้น ย้อนกลับมาให้เราชื่นชมและทักทาย... วันนี้เป็นวันเกิดของใครคนนึง ซึ่งครั้งนึงเคยสำคัญกับเรียวมาก แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ทำให้เรียวและใครคนนั้น จำเป็นต้องหยุดความสัมพันธ์นั้นลง ยังคงมีแต่ มิตรภาพที่ดีๆ ของเพื่อน ที่หยิบยื่นให้กันตลอดมา..
.. เขาทั้งสองไม่ได้เจอหน้ากันมานานมาก จึงนัดกันว่า ในวันเกิดของใครคนนั้น เรียวจะออกมาพบ และพูดคุย เหมือนที่เคยๆ ทำๆ กันมา ...
.. ผมพยายาม จับใจความ ภาษาญี่ปุ่นที่พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นๆ นั้น.. พยายามทำความเข้าใจว่า ที่เขาไม่กล้าบอกผม เพราะเขากลัว.. กลัวว่าผมจะโกรธ กลัวว่าคนไทยจะไม่คิดเรื่อง แบบนี้ในลักษณะเดียวกับคนญี่ปุ่น.. ผมฟังเรื่องราวที่เขาพยายาม ถ่ายทอดให้ผมฟังจนจบ จนกระทั่ง ...

... ผมยังคงหันหลังให้เขา ก็ยังคงมีแต่มือของเรา ที่ยังจับกันอยู่.. เขาขอโทษผม กับสิ่งที่เกิดขึ้น ขอให้ผมลืม และเข้าใจในความเป็นไปของเรื่องที่เกิดขึ้น..
.. ผมหันกลับไป เห็นหน้าที่ผมคุ้นเคยมาตลอดตั้งแต่มาเรียนที่นี่ ถึงแม้ว่าใบหน้านั้น จะแปลกไปจากที่ผมเคยเห็น.. ถึงแม้ว่าเรา 2 คนต่างก็แสดงความอ่อนแอของตนออกมา ..

.. ผมค่อยๆ นั่งลง เก็บร่มขึ้นมา.. ไม่ได้พูดอะไรออกไปแม้แต่คำเดียว..
.. ยิ้มให้กับเรียว ผมพยายามพูดกับเรียวว่า "ไม่เป็นไร" ...
.. ผมกางร่มคันนั้นออก ร่มของผมกับเรียว.. ส่งร่มนั้น ให้เขาถือ..


ท่ามกลางความเงียบในคืนที่ฝนตกนั้น..
มีนักเรียนชายสองคนในชุดเครื่องแบบเปียกๆ ...
กางร่มเดินจูงมือกันเดินไป .....
กลางสายฝนที่ตกลงมา.......

[ อ่านตอนถัดไป ]

[Home]