Tokyo Love Story : "Part 21"โดยคุณ - "TOKYODOME" tokyo_dome1@hotmail.com***** เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เขียนขึ้นจากประสพการณ์ของผม(TOKYODOME)เองครับ ***** |
| ... เกือบจะ 1 เทอมแล้ว ที่ผมได้มาเรียนที่ โตเกียว.. ญี่ปุ่น.. วิชาต่างๆ ที่ไม่สามารถหาเรียนได้จากเมืองไทย ผมสามารถเรียนรู้ได้จากที่นี่ นอกจากเลขยากๆ และวิทยาศาสตร์แปลกๆ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีน ไหนจะภาษาเกาหลี สังคมโลก ประวัติศาสตร์โลก สงคราม และอีกหลายๆ วิชาที่ไม่มีสอนในห้องเรียน เช่น การใช้ชีวิตเมื่อเกิดแผ่นดินไหว การใช้ชีวิตในเวลาเร่งด่วน และการขึ้นรถไฟ วิชานักเรียนที่นี่ กรุงโตเกียวประเทศญี่ปุ่น.. .. จะว่าไปแล้วจะยากก็ยาก แต่เมื่อมองอีกทีนึงแล้ว จะว่าง่าย แสนง่ายก็คงไม่ผิดนัก บางวันที่ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่สดชื่น อยากจะออกไปใช้ชีวิต อะไรๆ ก็ดูดีไปซะหมด ต่อให้รถไฟแน่นแค่ไหน คลื่นคนมากมายที่เดินสวนเข้ามา ก็สามารถจะผ่านไปได้อย่าง่ายดาย แต่วันไหนที่ตื่นขึ้นมา ด้วยอารมณ์เบื่อ แค่เดินจากหอไป สถานีก็ไกลแสนไกลเหลือเกิน ยิ่งเวลาไปเจอคนเยอะๆ ก็อยากจะขว้างกระเป๋าทิ้ง นั่งรถไฟไป นาริตะ ซื้อตั๋วกลับ กรุงเทพ ซะตอนนั้นเลย ก็เคยมี .. มันเป็นช่วงเวลานึง ในเดือน 7 สำหรับผมแล้ว มันเป็นช่วงเวลาที่แย่ที่สุดของผม ตลอดระยะเวลาที่ผมได้มาเรียนที่นี่ รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง การบ้านที่ทำส่งคุณอาจารย์ไป ก็ผิดบ้างถูกบ้าง มีแต่ภาษาอังกฤษวิชาเดียวเท่านั้น ที่พอจะได้เรียนรู้เรื่อง กับคนอื่นๆ เขาบ้าง นอกนั้นก็ ถ้าไม่นั่งแอบดูการ์ตูนในห้อง หลับในห้อง ก็นังเหม่อลอย ให้เวลามันผ่านไปเรื่อยๆ และจบไปเพียงวันๆ ไม่มีอะไรมากมายไปกว่านี้ รอแค่ว่าเมื่อไหร่จะ วันเสาร์-อาทิตย์ จะได้ออกไปเที่ยว หรือไม่ก็นอนอยู่บ้านทั้งวัน เวลาทั้งหมดของผม ผ่านไปอย่างไร้ค่า และไม่ค่อยจะได้สาระ จนกระทั่ง..ถึงเวลาแล้วที่จะต้อง สอบปลายภาค ..... .. เช้าวันหนึ่ง ผมกับเรียวที่กำลังเดินไปโรงเรียนด้วยกันในตอนเช้า เหมือนกับทุกวัน.. แต่ในเช้าวันนี้ ผมไม่ค่อยได้คุยกับเรียวสักเท่าไหร่ เพราะตั้งแต่ที่เราสองคน เดินจากหอผมมาสถานีรถไฟ ต่อรถไฟ บนรถไฟ ลงจากรถไฟ เดินจากสถานีมาโรงเรียน เรียวคนที่มือข้างนึงกำลังถือกระเป๋าสองใบ คือทั้งของเขาและของผมนั้น อีกมือนึง กำลังถือหนังสือ เล่มหนาพอประมาณ อ่านอย่างเอาจริงเอาจัง ชนิดยืนไปบนรถไฟก็อ่าน อ่าน อ่าน ผมถามอะไรก็ ได้แต่ อือ ... ฮือ... หรอ ... งั้นหรอ ... ก็ดีนี่ ... ดีจังนะ ... อยู่อย่างนี้.. .. ผมแทบจะอดใจตัวเองเอาไว้ไม่ไหว อยากจะดึงเอาคอนเทคเลนส์ออกมาจากตาเขา จะได้มองอะไรไม่เห็น ไม่ต้องอ่านหนังสือเดินอย่างเดียว ทำไมต้องขยันขนาดนั้นด้วย อาจเป็นเพราะแต่ไหนแต่ไร ผมเป็นคนไม่ชอบอ่านหนังสือ ต้องจวนเจียนจะสอบจริงๆ ถึงจะอ่าน.. อะไรที่ไม่ได้ ทำไม่ได้ ก็จะปล่อยไปแบบนั้น ไม่สน ... เวลาใครมาอ่านหนังสือหรือ ทำขยันใกล้ๆ ก็จะดูขวางหูขวางตาไปหมด ซึ่งก็รวมไปถึงเรียว ผู้ซึ่งกลายเป็นเรียวคนขยันไปซะแล้ว .... ... ผมก็ยังเดินไปเรื่อยๆ ในขณะที่เรียวก็ยังเดินไปเรื่อยๆ ข้างๆ ผม แต่เราสองคน ก็ไม่ได้คุยอะไรกันเลยแม้แต่นิดเดียว จากที่ผมเดินข้างๆ เขา ผมค่อยๆ ก้าวช้าขึ้นๆ กลายเป็นว่า ตอนนี้ผมเดินตามหลังเขาอยู่ เขาก็คงจะยังไม่รู้สึกว่า ตอนนี้ผมกำลังเดินตามเขาอยู่ข้างหลัง ก็ยังก้มหน้าก้มตา อ่านหนังสือต่อไปอย่างนั้น.. ผมก็เลยแกล้งหยุดเดิน ยืนอยู่กับที่ แล้วปล่อยให้คนที่กำลังขยัน กับการอ่านหนังสือเดินต่อไปอย่างนั้น.. ท่าทางเขาก็คงจะไม่รู้จริงๆ ว่า ผมหยุดอยู่กับที่ แต่แล้ว ... .. คนที่มักจะทำให้เราประหลาดใจ ก็มักจะทำให้เราประหลาดใจอยู่อย่างนั้นเสมอๆ
ผมยืนมองเรียว ที่กำลังเดินอ่านหนังสือไปอย่างนั้น ได้แค่พักเดียวเขาก็หยุด
เรียวที่กำลังก้มตาที่ยังมองหนังสืออยู่ แต่กลับพูดออกมาว่า .. ที่หน้าห้องผมวันนั้น เรียวก็ยังเดินมาส่งผมเหมือนเดิม แต่สายตาของเขา
ก็ยังไม่ละจากหนังสือที่เขาถืออยู่ นอกจากตอนที่จะส่งกระเป๋าให้ผม แล้วบอกว่า
.. การสอบใหญ่ ครั้งแรงของผมในญี่ปุ่น แทบจะทำผมบ้า เพราะผมเป็นคนที่ขยันไม่ได้เหมือนคนอื่นๆ แค่เอาตำราคันจิขึ้นมาท่องกะว่าน่าจะท่องได้สัก 20 ตัว พอท่องได้สัก 5ตัว ความเบื่อ บวกกับ ความเกลียดที่เป็นทุนเดิม ก็ทำให้ตำราคันจินั้นคงต้องกลับไปนอนในตู้หนังสือหนังห้องเหมือนเดิม และมันคงต้องอยู่ในนั้นไปอีกนานจนกว่าผมจะหยิบอออกมาอ่านอีก ในตอนพักกลางวัน หลังจากทานข้าวกับเพื่อนๆเสร็จแล้ว ก็กลับมานั่งคุยกันที่ห้อง เหมือนกับทุกๆวัน แต่วันนี้ บางคนก็เอาหนังสือมานั่งอ่าน บางคนที่คุยกันเรื่องสอบ ทำให้ผมคิดว่า นี่สอบมันเข้ามาใก้ลตัวผมขนาดนี้แล้วหรอเนี่ย แต่ก็ได้แต่คิดไปอย่างนั้น เพราะผมขี้เกียจ ... ..หลังจากเรียนวิชาสุดท้ายเสร็จแล้ว ผมนั่งให้เพื่อนๆในห้องสอนการบ้านไปเรื่อยๆจนกว่าเรียวจะซ้อมกีฬาเสร็จแล้วก็มารับผมกลับบ้านที่ห้อง แต่วันนี้เรียวมาถึงห้องผมเร็วกว่าปกติ ทำลาย ทุกสถิติตั้งแต่เปิดเทอมมา เพราะว่าเลิกซ้อมเร็ว เนื่องจากใก้ลสอบ ... เฮ้อ สอบอีกแล้ว ผมเก็บของใส่กระเป๋าเดินตามเรียวออกไปนอกห้อง เราเดินกันไปสองคนตามทางเดินหน้าห้อง ระหว่างทางเรียว ถามผมว่าหิวหรือยัง ... ด้วยความรู้สึกตอนนั้นผมตอบไปว่า "ยังไม่หิว" เพราะว่า ก็... มันยังไม่หิวจริงๆ เรียวได้ยินคำตอบจากผม ก็ยิ้มให้ผม "ก็ดีแล้ว ไป !!....." ผมเดินตามเรียวไป คำว่า ไป ของเรียว นี่มันคือไปไหนกัน มันไม่ใช่ ห้องล็อกเกอร์ ผมเดินเรียวไป จนกระทั้งเดินมาจนถึงห้องๆนึงในโรงเรียน ที่ๆใครก็ใครก็เรียกว่า "ห้องสมุด" ฮืออออ ... "ยังไม่หิวก็มาอ่านหนังสือก่อนนะ ปกติเวลานี้ก็ยังไม่ได้กลับบ้านกันอยู่แล้ว ผมจะได้สอนนายด้วย" ผมไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจดี กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ห้องสมุด ผม และ เรียว ... ผมเดินตามเรียวเข้าไปในห้องสมุด แต่ว่า ไม่มีที่ว่างเลยแม้แต่ที่เดียว ทางไหนทางไหน โต๊ะไหนโต๊ไหน ก็มีแต่คนมานั่งอ่านหนังสือเต็มไปหมด "อ่านไม่ได้แล้วเรียว" ผมพูดออกไปอย่างนั้นกะว่าจะทำให้ คนบางคนล้มเลิกความตั้งใจ โหนรถไฟ ไปเดินเล่นกับผมดีกว่า "ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก ทางนี้" แต่กลับไม่เป็นผล เรียวเดินนำผมไป ข้างในห้องสมุด ผมเดินตามเข้าไป ระหว่างที่เดินเข้าไปผมสังเกตุเพื่อน ผมในห้องหลายคนก็นั่งอ่านหนังสืออยู่ด้วย ผมเดินตามเรียวไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเขาหยุด แล้วเดินเข้าไปใน ซอกระหว่างตู้หนังสือ "ยืนอ่านได้ไหม? ไม่นานหรอก" ผมไม่อยากจะเชื่อ อะไรกันวะ ไม่มีที่จะให้นั่งก็ยังจะยืนอ่านหรอ เกินไปแล้วมั้ง ผมไม่ตอบ ... เขาก็คงรู้ว่าผมไม่พอใจ.... ... เรียวยืนนิ่งอยู่พักนึง จูงมือผมไปที่หน้าต่าง บอกผมว่าไม่ อยากยืนก็นั่งรอบนขอบหน้าต่างก่อนก็ได้ เนี่ยตรงเนี่ย ใครๆก็นั่งกันเวงลาเก้าอี้เต็ม ... ผมคงเปลี่ยนความคิดเรียวไม่ได้แล้ว "ก็ยืนอ่านกันสองคนก็ได้เรียว" ผมตัดสินใจเริ่มอ่านหนังสือในเย็นวันนั้น พร้อมๆไปกับเรียว ผมรู้สึกได้ว่าเรียวดีใจแค่ไหนที่ผมยอมยืนอ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุดกับเขา เรายืนอ่านกันได้ไม่นาน ก็มีที่ว่าง แล้วผมกับเรียว ก็นั่งอ่าน หนังสือกันอยู่ในห้องสมุด ทำการบ้านในห้องสมุดกันในเย็นวันนั้น มันทำให้ผมได้รู้สึกว่าสถานที่ที่ น่าอยู่ในโรงเรียนของผมอีกที่นึงก็คือห้องสมุดนั่นเอง ....
|
| [ อ่านตอนถัดไป ] |
| [Home] |