Tokyo Love Story : "Part 22"

โดยคุณ - "TOKYODOME" tokyo_dome1@hotmail.com

***** เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เขียนขึ้นจากประสพการณ์ของผม(TOKYODOME)เองครับ *****


... แสงแดดจ้าๆ ส่องผ่านม่านเข้ามาในห้องที่แคบๆ รกๆ ซึ่งในห้องนั้นเอง เด็กผู้ชาย 2 คนที่กำลังนอนกันอยู่ อย่างไม่มีทีท่าว่าจะตื่น.. ต่างคนต่างก็แย่งผ้าห่ม ดึงผ้าห่มเอาไว้ เพื่อจะได้ปิดบังตัวเองจากแสงแดด ที่กำลังส่องแสงจ้าเข้ามา ...
.. แต่การละเล่นยื้อผ้าห่มนั้น ดำเนินไปได้ไม่นาน สุนัขจิ้งจอกผู้แพ้ก็เดินค่อกๆ แค่กๆ ไปที่หน้าต่าง ปิดม่านทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน แล้วก็ค่อยๆ เดินมาล้มตัวลงบนฝูกที่นอนอีกครั้ง จนเกือบล้มทับแมว ที่กำลังขดตัวนอนอยู่ในผ้าห่มด้วยเหมือนกัน และหลังจากนั้น สงครามที่หายไปจากเกาะ ญี่ปุ่นหลายปีก็ได้เริ่มขึ้นในห้องเล็กๆ นั้นเอง ......

.. ผมพยายามค่อยๆ ลืมตาขึ้น ด้วยเพราะรู้สึกว่ามีอะไรที่หนักๆ (มาก) มาขวางทับผมเอาไว้ ตั้งแต่ปิดเทอมหน้าร้อนมานี่ เรียวแทบจะมาใช้ชีวิตอยู่ที่ห้องผม จะกลับไปบ้านบ้าง ก็เท่านั้น แล้วก็มานอนอยู่หอผม เป็นอย่างนี้มา จะ 1 อาทิตย์แล้ว แต่ก็ดีเหมือนกัน ที่ผมจะได้ไม่ต้องอยู่คนเดียว ไม่คิดเลยว่า ปิดเทอมจะเลวร้ายขนาดนี้..

.. ตอนแรกคิดว่า จะต้องได้กลับเมืองไทยแน่ๆ แต่ทางบ้านที่กรุงเทพ กลับไม่อนุมัติการกลับบ้านของผมครั้งนี้ ผมก็เลยต้องใช้ชีวิตเหลวแหลกต่อไป ที่โตเกียว ..
"ตื่นได้แล้วเรียว!!" เอาพูดเสียงดัง พร้อมเอามือค่อยๆ ดันหัวของเรียวที่นอนหนุนตัวผมอยู่ ไปวางเอาไปบนหมอนแทน แล้วก็เขย่าๆ เฮ้ยๆ ตื่นๆ หิว หิว หิว...
.. ไม่นานนัก ตาตี่ๆ คู่นั้น ก็ค่อยๆเปิดขึ้น ถึงแม้ว่าผมจะไม่สามารถมองเห็นได้ว่า มีเงาของผมอยู่ที่นัยตาของเรียว แต่ผมก็มั่นใจว่า ตอนนั้นเรียวกำลังมองผมอยู่ ..

.. ผมค่อยๆ พูดช้าๆ กับตาตี่ๆ หน้าตาซึมๆ เหมือนสุนัขจิ้งจอกง่วงว่า.. ตื่น-ได้-แล้ว-หิว-ข้าว-แล้ว แต่พอพูดจบตาตี่ๆ คู่นั้นก็ปิดลงอีกที ..
.. อ้าว? เฮ้ยๆ ตื่นๆ ผมพยายามจะปลุกอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมคิดอยู่นานเหมือนกันว่าจะเอาไงดี เอาน้ำมาสาดดีมั้ย ? อืมม ไม่ดีกว่า ยืนคิดไปคิดมา ผมก็เริ่มปฎิบัติการ ผมดึงผ้าห่มที่ห่มตัวเรียวออก พับแล้ววางไว้อีกด้านหนึ่ง ...

.. จากนั้นดึงหมอนที่เขาหนุนอยู่ออก โยนไปทางผ้าห่มที่พับไว้ ในอีกมุมนึงของห้องนั้น อิอิอิ ผมค่อยดึงฝูกที่นอน ที่เรียวนอนทับอยู่ ออกมาจากตัวเขา ดึง .. ดึง.. ดีง แล้วเรียวก็นอนอยู่ที่พื้นโดย ที่ในมือของผมนั้น ถือฝูกเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่นานนักเรียวก็ลุกขึ้น
"รู้แล้วน่า รู้แล้วน่า" แล้วก็เดินหายเข้าไปในห้องน้ำ .... ถือเป็นการประกาศยอมแพ้สงคราม สำหรับเช้าวันนั้น ...

.. เรียวอาบน้ำ ผมอาบน้ำ แต่งตัวเสร็จแล้วก็ได้แต่มองหน้ากันว่า ... เออ .. จะไปที่ไหนดี ปิดเทอมนี่มันไม่มีอะไรทำถึงขนาดนี้เลยหรอ จริงๆ แล้ว คือ ผมต้องการจะไปหาอะไรกินมากกว่า แต่ว่าถ้าไปกินแถวๆ หอ กินเสร็จแล้วก็กลับมาที่หอ แบบนี้ผมคงไม่เอา เพราะว่าปิดเทอมชีวิตมีแต่หอ แต่ถ้าจะออกไปข้างนอก ก็ไม่พ้น ชิบุยะ ชินจุกุ แค่นั้น..
.. ถ้าตอนนั้น โอไดบะ มีแล้วก็คงไป โอไดบะ ด้วย เฮ้อ ..
"TOKYODOME ก็ไปไม่แล้วนะเรียว พอแล้วไม่เอาแล้ว" อืมมม เรียวไม่ได้ตอบ อะไรผม เขาคิดไปอย่างนั้นแล้วก็ ...

"ไปบ้านผมกันมั้ยล่ะ?" นั่นเป็นครั้งที่ 2 ที่เรียวเอ่ยปากชวนผมไปบ้าน.. ครั้งแรกคือเมื่อนานมาแล้ว ที่ผมกับพวกที่ห้อง ออกไปดื่มกันตามปกติ แล้วเพลินกันมากไปหน่อย เวลามันเลยมานานมาก กลัวว่ารถไฟจะหมด เรียวจึงบอกผมว่า ถ้ารถไฟหมดก็ให้ไปค้างที่บ้านของเขา แต่พอดีวันนั้นรถไฟยังมี เรียวกับผมก็เลยกลับมานอนที่หอผมกันตามเดิม
"จะดีหรอ ไปโดยที่ไม่บอกก่อน" ผมถามไปก็เพราะว่าเกรงใจ

.. ผมรู้ดีว่าตามมารยาทแล้ว การไปบ้านของคนญี่ปุ่นนั้น ใช่ว่าจะไปกันได้ง่ายๆ ในแง่ของวัฒนธรรมแล้ว ยิ่งคิด ก็ยิ่งปวดหัว ผมก็เลยถามออกไปแบบนั้น
"อยากไปหรือเปล่าล่ะ บอกมาว่า ไป หรือ ไม่ไป" ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม กับเรื่องแค่นี้ต้องดุผมถึงขนาดนี้ด้วย แค่ตัดสินใจไปบ้าน แค่เนี่ย ทำอย่างกับว่า อเมริกา มันจะกลับมาทิ้งระเบิดอีกรอบนึงเลย
.. ผมรู้ว่าถ้าตอบแบบไหนจะโดนโกรธ ก็เลยตอบออกไปว่า
"อือ ไปสิ" เรียวยิ้มตาตี่ๆ ให้ผมแล้วก็เดินไปที่โทรศัพท์ในห้องผม บอกว่าจะโทรหาที่บ้าน .....

... เรียวเคยเล่าให้ผมฟังอยู่บ่อยๆ แล้วว่า เค้าเล่าเรื่องผมให้ที่บ้านฟังเสมอๆ แม่เรียวก็รู้จักผมแล้ว บ่อยครั้งที่ผมโทรไปที่บ้าน แล้วแม่เป็นคนรับจนจำเสียงผมได้ แต่ไม่เคยเจอหน้ากันเท่านั้นเอง และก็บ่อยครั้งอีกเช่นกัน ที่แม่มักจะทำข้าวกล่องอร่อยๆ มาให้ผมกิน พร้อมกับฝากเรียวมาเอ่ยปากชวนไปเที่ยวที่บ้าน แต่เนื่องจากไม่มีโอกาศซะที ก็เลยไม่เคยที่จะได้ไป .. สงสัยจะได้ไปก็วันนี้แน่ๆ ..

.. เรียววางโทรศัพท์ลง ผมไม่สามารถ จับใจความภาษาที่เรียวพูดกับแม่เขาได้ มันเร็วเกินไปที่ผมจะฟังออก และก็เป็นภาษาพูดมากเกินไปด้วย.. แต่ถ้าเรียวบอกว่าไม่เป็นไร โทรไปบอกเรียบร้อยแล้ว ก็ ok ไม่เป็นไร ก็ไม่เป็นไร ผมกับเรียว เดินออกมาจากหอไปทางสถานีรถไฟ ตลอดทางเขาก็ได้แต่บอกผมว่า ทนหน่อยนะ เดี๋ยวไปกินข้าวที่บ้านผมกันนะ อย่างนี้ตลอด แต่เขาไม่รู้หรอกว่าในใจผมกำลังคิดอะไรอยู่ ...

.. ถึงแม้ว่าที่บ้านของเรียว จะไม่รู้ว่าผมกับเรียว คบกันในฐานะอะไร แต่ผมก็ยังอดกังวลไม่ได้ ตายล่ะ .. ไปบ้านคนญี่ปุ่น จะต้องพูดอะไรบ้าง ใช้ภาษาระดับไหน ยกย่อง ถ่มตัว โอ้ยมากมาย.. ต้องพูดสำนวนอะไรบ้าง ทำอะไรได้บ้าง ทำอะไรไม่ได้บ้าง.. พูดอะไรได้บ้าง พูดอะไรไม่ได้บ้าง.. ถามอะไรได้บ้าง ถามอะไรไม่ได้บ้าง.. เยอะแยะมากมายไปหมด ที่เข้ามาอยู่ในหัวสมองผม..

.. สงสัยง่าผมจะเงียบไปจน ผิดปกติจนเขาต้องถามผมว่าเป็นอะไร
"ไม่รู้ .. กังวลน่ะ" ผมตอบไปแบบนั้น เพราะรู้สึกแบบนั้นจริงๆ จะว่าไปแล้วตั้งแต่มาอยู่ญี่ปุ่นครั้งนี้ ยังไม่เคยไปบ้านคนญี่ปุ่นแบบจริงๆ จังๆ หรือบ้านของคนญี่ปุ่นที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนเลย ยกเว้นบ้านเพื่อนของพ่อและแม่ ซึ่งก็สนิทสนมกันดีอยู่แล้ว
"ไม่ต้องกลัวหรอก คุณคนใจดี แล้วผมก็อยู่ด้วยนะ" เรียวคงจะคิดว่าคำพูดของเขา คงจะสามารถช่วยผมได้ แต่กลับไม่เลย ใจดีน่ะ แบบไหนกันนะ.. ผมจึงฝืนยิ้มออกไป อย่างนั้นเอง แหะ แหะ ... เฮ้อ ...

.. ผมเดินตามเรียว มาจากสถานีรถไฟ เขาบอกว่าบ้านเขาอยู่ใกล้สถานีมาก เดี๋ยวก็ถึง ซึ่งมันก็ใกล้มากจริงๆ ผมเดินมาแค่เดี๋ยวเดียว อ้าวถึงบ้านแล้วหรอ..
.. บ้านของเรียวก็ไม่ต่างจาก บ้านของคนญี่ปุ่นในละแวกนั้นมากนัก แต่ว่ามันต่างจากบ้านคนญี่ปุ่นที่ผมคิด เข้าใจและเคยเห็น อะไรกัน .. เรียวมีบ้านใหญ่ขนาดนี้ได้ในโตเกียว ? ถึงแม้ว่ามันจะออกมาชานเมืองแล้วก็เถอะนะ แสดงว่าบ้านนี้ก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน ...

.. เรียวพาผมเดินผ่านเข้าประตูบ้านไป..
"กลับมาแล้วครับ" เขาตะโกนเบาๆ แบบแค่ให้พอได้ยิน
"กลับมาแล้วหรอจ๊ะ ..." เสียงผู้หญิงตะโกนรับกลับมา
.. แน่นอน นั่นต้องเป็นเสียงคุณแม่เรียวแน่ๆ ทำให้ผมยิ่งตื่นเต้นใหญ่.. จนกระทั่งผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนึง เดินออกมาด้วยท่าทีที่เป็นมิตร และใบหน้ายิ้มแย้ม..

"สวัสดีค่ะ" จริงๆ แล้วผมจะต้องทักทายเธอก่อน แต่นี่เธอกลับทักผมก่อน ผมรู้ตัวว่าเสียมารยาทมาก ...
"สวัสดีครับ ขอรบกวนหน่อยนะครับ " ผมงงไปหมด จะแนะนำตัวก่อนดีหรือจะ พูดตามมารยาทก่อนดี..
"เข้าไปในบ้านกันเถอะจ๊ะ นะ.." เธอยังคงยิ้มแย้ม และพูดจาอย่างเป็นมิตร ตาที่ตี่แทบจะปิด เหมือนลูกชายของเธอนั้น.. ดูน่ารักดี..

[ อ่านตอนถัดไป ]

[Home]