Tokyo Love Story : "Part 25"โดยคุณ - "TOKYODOME" tokyo_dome1@hotmail.com***** เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เขียนขึ้นจากประสพการณ์ของผม(TOKYODOME)เองครับ ***** |
| ... กริ๊งงงงงงงงง!!! เสียงนาฬิกาปลุก super ของผมดังขึ้นอีกครั้งในตอนเช้าของวันใหม่.. ผมค่อยๆ เอื้อมมือออกจากผ้าห่มแล้วก็ค่อยๆ เอื้อมมือนั้นไปกดหัวนาฬิกา มันหยุดดังเสียที... เฮ้อวันนี้แล้วสินะ เปิดเทอมภาคเรียนที่ 2 ผมนอนหลับตาคิดเรื่องราวต่างๆ ที่มาผ่านมาตลอดทั้งเทอม 1 ที่ผ่านมานั้น ผมได้ตั้งใจเรียนไปเท่าไหร่ ไม่ได้ตั้งใจเรียนไปเท่าไหร่ โดเรียนไปเท่าไหร่ ไม่ส่งการบ้านไปเท่าไหร่ ไม่เข้าชั้นเรียนของนักเรียนต่างชาติไปเท่าไหร่ ไม่คัดคันจิไปเท่าไหร่ คิดๆ ไปคิดๆ มา "เรานี่ก็ไม่ใช่คนดีอะไรเลยนะเนี่ย" ผมบอกตัวเอง แล้วผลการเรียนมันจะออกมาอีท่าไหนล่ะเนี่ย .. .. ผมคิดพร้อมลุกขึ้นเก็บฝูกที่นอนเข้าที่ พร้อมกับบอกตัวเองว่า ต่อไปนี้เหตุการณ์แบบนั้นคงจะไม่เกิดขึ้น เราคงต้องขยันเรียนมากขึ้น แล้วก็จัดแจงเข้าห้องน้ำอาบน้ำ เสร็จแล้วก็ออกมาแต่งตัว เตรียมพร้อมจะไปโรงเรียน .... .. ผมเดินงัวเงียๆ ลงมาจากหอ เพราะเมื่อคืนกว่าจะกลับลงมาจาก Tokyo Tower ก็ 2 ทุ่มกว่าๆ แล้ว เรียวยังชวนไปเดินเล่นที่ Aoyama อีก กว่าจะกลับมาถึงหอก็ดึกแล้ว ไหนกว่าจะได้นอนอีก เช้าของเปิดเทอมที่คิดว่าจะต้องสดใส กลับกลายเป็นเช้าที่ งัวเงียๆ ยังไม่ตื่นจากหมอน .. ผมเดินถือขยะติดมือลงมาทิ้ง ตามปกติทุกวัน แล้วก็เดินย้อนกลับไปทางสถานี
ระหว่างที่เดินจากหอไปสถานีนั้น ผมสวนกับเด็กนักเรียนคนอื่นมากมาย ทุกคนต่างยิ้มแย้มแจ่มใส
คงจะดีใจที่เปิดเทอมซะทีจะได้เจอเพื่อนๆ ที่ไม่ได้เจอกันมาตลอดในช่วงที่ปิดเทอมไป
.. ไม่นานนักผมก็เดินมาถึงสถานี ตึกที่รูปร่างไม่ได้สวยงามอะไร แต่ผมกลับชอบและมีความรู้สึกดีๆ
กับสถานีแห่งนี้ มีหลายๆ เหตุการณ์เกิดขึ้นที่นี่ มันทำให้ชีวิตของผมมีสีสันมากขึ้น
"สวัสดีเปิดเทอม" ยังไม่ทันจะก้าวเข้าไปในสถานี เสียงเรียวก็ดังขึ้นจากข้างหลังผม
.. เรายังไม่ได้ซื้อตั๋วขึ้นรถไฟไปในทันที เนื่องจากตั๋วเดือนที่ผมใช้ขึ้นรถไฟไปโรงเรียน เป็นประจำนั้นหมดไปนานแล้ว เรียวจึงต้องยืนรอผมอยู่สักพัก เพื่อที่จะให้ผมเข้าไปซื้อตั๋วเดือนเสร็จซะก่อน ... .. ระหว่างที่เรียวยืนรออยู่นั้น ก็มีเพื่อนที่รู้จักกัน กำลังจะไปโรงเรียนพอดีเข้ามาทัก ประกอบกับผมซื้อตั๋วเสร็จพอดี เช้าวันนั้นผมกับเรียวเลยได้ไปโรงเรียนพร้อมกับเพื่อนๆ อีก 2-3 คน ถึงแม้ว่า จะไม่ได้ไปโรงเรียนพร้อมกับเรียว ในวันเปิดเทอมวันแรก แต่ก็ไม่เป็นไร ไปกับเพื่อนหลายๆ คนก็สนุกดีเหมือนกัน เราคุยกันไปตลอดทางตั้งแต่สถานีหอผม เปลี่ยนรถไฟ จนถึงสถานีโรงเรียน ... .. ระหว่างทางจากสถานีเดินเข้าไปในโรงเรียน เราก็ได้เจอกับเพื่อนๆ อีกหลายๆ
คน ด้วยความดีใจ ต่างคนต่างก็วิ่งเข้าไปหากันและกัน หยอกล้อกันสนุกสนาน มีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ
ไม่ว่าจะมองไปทางไหน เป็นเช้าวันเปิดเทอมวันแรกที่มีชีวิตชีวาจริงๆ .. .. เมื่อถึงห้องแล้ว ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไปที่ห้องตัวเอง .. บรรยากาศ ในห้องก็ไม่ได้ต่างอะไรไปกับ ระหว่างทางจากสถานีที่หอมาโรงเรียน ไม่ต่างอะไรจากเดินจากห้องล็อกเกอร์มาห้องเรียน ไม่ได้ต่างอะไรกันเลยกับข้างนอก ผมว่าผมมาเร็วแล้วในวันนี้ แต่ทุกคนในห้องกลับ นั่งกันอยู่อย่างพร้อมหน้า จับกลุ่มคุยกันเสียงดังอย่างกับตลาด บ้างก็คุยกันว่า ปิดเทอมไปนั่นไปนี่มาบ้าง บ้างก็นั่งเอาของฝากมาให้กันบ้าง ดูวุ่นวายไปหมด "นี่แผนกนักเรียนชายจริงๆ หรอเนี่ย" ผมคิดและเดินเข้าไปยังที่ของตัวเอง
.. คุยไปคุยมากลับกลายเป็นสนุก ต่างคนก็ต่างเล่าว่าไปทำอะไรมาบ้าง มีแต่เรื่องสนุกๆ มาเล่าทั้งนั้น จนทำให้กลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่ได้ก็หลายครั้ง ทั้งเรื่องทะลึ่งๆ และเรื่องเปิ่นๆ ของเพื่อนในห้อง ในเสียงอึกทึกอื้ออึงในวันเปิดเรียนวันแรกนั้น ถ้าฟังดีๆ จะมีแต่เสียงหัวเราะซะเป็นส่วนใหญ่ [ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ จี้ว่ะ] .. แต่แล้วในขณะที่เพื่อนๆในห้องและผมกำลังสนุกสนานอยู่กับการเล่าเรื่องตลกอยู่นั้น ช่วงเวลาที่ไม่น่าไว้วางใจที่สุดก็เริ่มขึ้น เสียงกริ่งยาวดังขึ้นสักพักแล้วหยุด นั้นก็หมายความว่า ถึงเวลาเข้าหอประชุมกันแล้วนั่นเอง [โหหหหหห อะไรวะเนี่ย] ประโยคที่ไม่ได้นัดกันเอาไว้ล่วงหน้าว่าจะพูด แต่น่าแปลกที่เพื่อนๆ ส่วนใหญ่กลับพูดมันออกมาพร้อมๆ กัน .. แล้วต่างคนต่างก็จัดแจงแต่งตัวให้เรียบร้อย แล้วเดินออกจากห้องไปหอประชุม ซึ่งก็คือโรงยิม กันอย่างเสียไม่ได้ บ้างก็บ่นไปตลอดทางว่าน่าเบื่อๆ ต้องเข้าแถวต้องยืนอีกแล้ว แต่มันกลับกลายเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผม เด็กนักเรียนญี่ปุ่นนี่คงจะไม่รู้อะไรว่า ที่เมืองไทยของเรานั้น เข้าแถวกันทุกเช้า น่าเบื่อกว่านี้ 10 เท่าซะด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นกะแค่มาเข้าแถว ประชุมนักเรียนวันแรกของการเปิดภาคการศึกษานั้น สำหรับผมแล้ว มันเป็นเรื่องเด็กๆ ชินซะแล้ว .. ระหว่างที่เดินจากห้องไปโรงยิมนั้น ผมก็เจอกับเรียวอีก ดูท่าทางเขาก็สนุกสนานร่าเริงดีกับเพื่อนเขา แปลกที่เวลาผมมองเรียวอยู่กับเพื่อนๆ ของเขาผมจะมองเขาเป็นผู้ใหญ่ คือผมหมายความว่า เขาดูอายุมากกว่าผม ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าผม ตอนที่เขาอยู่กับเพื่อน แต่ตอนที่เขาอยู่กับผมแค่ 2 คน เขาก็กลับกลายมาเป็นเด็กอีกครั้งนึง ก็เหมือนรุ่นเดียวกันทั่วๆไป แปลกดีเหมือนกัน.. เรายิ้มๆให้กัน แล้วเขาก็เดินไปกับเพื่อนของเขา ผมก็เดินไปกับเพื่อนให้ห้องของผม รีบไปเข้าแถวในโรงยิม.. .. แล้วเวลาที่ไม่น่าไว้วางใจที่สุดก็เริ่มขึ้น ... นักเรียนทั้ง 3 ชั้นปี
เข้าแถวเป็นระเบียบในโรงยิม โดยมี เหล่าอาจารย์ที่น่ารักบ้าง ไม่น่ารักบ้าง
ยืนอยู่ที่แถวหน้าสุดหันหน้าเข้าหานักเรียน จำไม่ได้แล้วว่าอาจารย์ตำแหน่งอะไรขึ้นไปกล่าว
เป็นคนแรก .. อาจารย์พูดจบคราวนี้ถึงคิว ประธานนักเรียนและคณะขึ้นพูด ปกตอ ประธาณนักเรียนกับคณะนี้ ไม่ค่อยจะได้รับความชื่นชมจาก มหาชนในโรงเรียนสักเท่าไหร่นัก แถมประวัติก็ยังไม่โปร่งใส เพราะว่าตอนปี 2 เห็นว่าเคยไปปีนรั้ว ที่แผนกนักเรียนหญิงอยู่หลายครั้ง .. พอพวกประธานนักเรียนขึ้นพูด จากที่เงียบกริบ เสียงก็ค่อยๆ ดังขึ้น จากคนที่พูดคุยกันแค่ 2-3 คน ก็เริ่มขยายวงกว้าง พวกปี 3 นั่นแหละตัวดี เพราะว่าเกลียดกันเองแรงกว่ารุ่นน้อง ก็เลยนำรุ่นน้องคุย สภาพตลาดก็เลยกลับมาอีกครั้ง ในวันเปิดเทอมวันแรก ... .. ประธานนักเรียนพูดจบ ก็โค้งแล้วก็ลงไปตามระเบียบ จากนั้นก็จะเป็นการแยกย้ายกันขึ้นชั้นเรียน และแจ้งผลการเรียน ...ผมไม่อยากให้เวลานี้มาถึงเลยกลัวจริงๆ แต่แล้วก็มีเสียงประกาศขึ้นว่า ให้นักเรียนต่างชาติแยกออกมา เพราะผมการเรียนของเด็กแผนกปกติ กับแผนกต่างชาตินั้นแยกกัน ..... .. ผมกับเพื่อนต่างชาติอีกคน ที่เป็นคนไต้หวันเดินออกมาด้วยกัน ด้วยความที่ว่าไม่ค่อยสนิทกัน ก็เลยไม่ค่อยได้คุยกันตอนที่ยืนรออยู่นั้น กับรุ่นพี่คนไทยอีกคน ก็ไม่ค่อยสนิท เพราะเขาคงจะไม่อยากเข้าใก้ลผมสักเท่าไหร่ คงเพราะที่ผมเป็นแฟนกับเรียว นั่นแหละที่เขารับไม่ได้ .... .. อาจารย์ผู้ควบคุมนักเรียนต่างชาติ เดินมาทางที่พวกเรากำลังยืนอยู่ แจกผลการเรียนให้กับทีละคน ในระหว่างที่แจกผลการเรียนให้กับคนอื่นๆ อยู่นั้น เธอมองผมไว้ตลอดเวลา .... ผมก็รออยู่ว่าเมื่อไหร่จะเรียกถึงชื่อของผมซะทีแต่แล้วก็ ... ผมได้รับผมการเรียนเป็นคนสุดท้าย เปิดดูแล้วก็เป็นอย่างที่คิดเอาไว้ ก็เพราะไม่ได้ตั้งใจเรียนอะไรมากมาย ผมคิดว่าได้เท่านั้นผมก็น่าจะภูมิใจแล้ว ไม่ถึงกับตก แต่สอบได้เป็นที่สุดท้ายของนักเรียนต่างชาติปีที่ 1 คะแนนที่อ่อนที่สุดคือ คันจิ .. ก็จะให้ทำอย่างไรได้ จะให้ไปสู้พวก เด็กเกาหลี เด็กไต้หวัน ที่คุ้นกับอักษรจีนมาแล้วได้อย่างไร ผมถูกอาจารย์ ดุอยู่สักพัก ต่อไปนี้ผมต้องพยายามมากขึ้น และปลายปีก็ยังต้องเข้าสอบ วัดระดับภาษาญี่ปุ่นกลางอีก สอบวัดระดับของนักเรียนต่างชาติอีก ซึ่งถ้าสอบไม่ผ่านก็แน่นอน ต้องเรียนซ้ำอีก 1 ปี ผมขอบคุณอาจารย์คนนั้น รับปากกับเธอว่าจะพยายามให้ถึงที่สุดแล้วเดินกลับห้อง โดยที่ระหว่างทาง ผมต้องเอามือปาดน้ำตาตัวเองไปตลอด ไม่รู้ว่าจะบอกกับที่บ้านได้อย่างไร .... .. ผมกลับมาที่ห้อง พยายามทำตัวร่าเริงเหมือนเดิมให้มากที่สุด แต่ผมคิดว่าทุกคนในห้องคงรู้เรื่องผมจาก อาจารย์ประจำชั้นแล้ว ไม่มีใครถามผมเรื่องผลการเรียนสักคนเดียว พวกเขาจะรู้ไหมนะว่า ความรู้สึกแบบนี้มันอึดอัดแค่ไหน ถ้าเลือกได้ขอเลือกให้ทุกคนไม่รู้มาก่อน แล้วถามเรื่องผลการเรียนผมอย่างอยากรู้ยังจะดีซะกว่า ที่จะมานั่งแกล้งทำเป็นไม่อยากรู้ทั้งๆ ที่ก็รู้อยู่เต็มอกว่าการเรียนผมมันแย่แค่ไหน .... "โบ้ท ... วันนี้ไม่เรียนนะเขาจะทำความสะอาดห้องกัน ทั้งตึกต้องอยู่ทำความสะอาดกัน"
โคเฮ เพื่อนที่สนิทที่สุดในห้องพูดกับผม ฟังจากน้ำเสียงและดูจากสีหน้าแล้ว
เขาก็คงลำบากใจเหมือนกัน ที่จะพูดกับผมในตอนนี้ .. ผมกำลังจะเดินขึ้นไปข้างบนตึก กะว่าจะไปดูรุ่นพี่คนไทยสักหน่อยว่าว่างหรือเปล่า ถ้าว่างผมจะขอปรึกษาเขาว่า ผมควรจะทำอย่างไรดี ยังไม่ทันจะก้าวขึ้นบันไดขึ้นไปข้างบน ผมก็ได้ยินเสียงที่ผมคุ้นมากที่สุดเรียกมาจากด้านหลัง ผมหันหลังกลับไปตามเสียงนั้น ภาพที่เห็น เรียวในเสื้อยืดบางๆ สีขาว มีรอยเปียกน้ำอยู่บ้าง ถลกขากางกางขึ้นซะสูงจนถึงเข่า นี่คงจะไปเล่นสนุกทำความสะอาดมาล่ะสิ "ขยันจังเลยนะเรียว" ผมยิ้ม "สวยไหม" เรียวถามพร้อมทั้งชี้ให้ผมดูวิวที่สามารถมองเห็นได้จากดาดฟ้าชั้น
5 ของตึกเรียน แต่ผมไม่คิดว่าเรียวจะมีอารมณ์พาผมมาดูวิวที่ดาดฟ้าได้วันนี้หรอก
... .. เราคุยกันในเรื่องผมการเรียนของผม เรียวก็ว่าเขารู้แล้วจากเพื่อนๆ ที่ห้องผม ก็รีบตามมาดูเพราะว่าเป็นห่วง ผมจำไม่ได้ว่าผมพูดคำว่าขอโทษออกไปกี่ครั้ง และเรียวพูดว่า ไม่ต้องขอโทษให้ผมฟัง กี่ครั้ง ไม่รู้จะบอกออกมาได้อย่างไรว่า มันอึดอัดแค่ไหน ต่างคนต่างก็พูดอะไรไม่ออก มีอย่างเดียวที่ทำได้ก็คือต้องพยายามเท่านั้น "ไม่เป็นไรนะ ที่ผ่านอาจเป็นเพราะเรายังพยายามน้อยไป ต่อไปนี้เราก็มาพยายามด้วยกันเถอะนะ"
เขาจับมือผมเอาไว้แน่น โดยที่อีกมือเอื้อมมาจับหัวผมเอาไว้ ... เรานั่งคุยกันอยู่นานจนได้เวลา ทานกลางวันแล้วจึงพากันเดินลงไปข้างล่าง หาอะไรกินแล้วก็กลับห้องเข้าไปนั่งคุยเสียงดังกันเหมือนเดิม โดยที่เรียวก็มานั่งอยู่กับผมที่ห้องด้วย ....
|
| [ อ่านตอนถัดไป ] |
| [Home] |