แด่เพื่อน 2 : เที่ยวเมืองไทย ไม่ไปไม่รู้
เขียนโดย เพื่อน

หมายเหตุ เรื่องนี้เป็นตอนต่อจากเรื่อง แด่เพื่อน


หลังจากเหตุการณ์วันนั้นผมกับตินก็เป็นเพื่อนที่รักและเข้าใจกันมากที่สุด ความเข้าใจ และความเห็นใจกัน ทำให้ความเป็นเพื่อนของเราสองคนดำเนินไปอย่างราบรื่น ในช่วงเวลานั้นเอง ที่จิตใจของผมไม่ได้มองตินเป็นเพื่อนเสียแล้ว ผมมองเขาในแบบของคนที่ผมรัก แต่ผมไม่กล้าที่จะแสดงความรู้สึกใดๆมากไปกว่าที่เป็นอยู่ ผมพยามคิดและบอกกับตัวเองว่า ตินเป็นเพื่อนที่ผมรัก ไม่ใช่คนที่ผมรัก เพราะผมคิดว่าตราบใดที่เรายังเป็นเพื่อนนั้น ความเป็นเพื่อนจะทำให้เราสองคนคบกันไปได้ด้วยดี เพื่อนๆที่คณะก็ยังเอาเรื่องของผมกับตินมาแซวกันได้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 1 ยันปี 2 ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ฮิตแซวกันติดปากไปเลย ใจผมน่ะไม่เท่าไหร่หรอก ผมห่วงแต่ตินว่าเขาจะคิดมาก แต่เขาก็บอกว่าไม่เป็นไร เขาไม่ได้คิดอะไร

หลังจากสอบเสร็จแล้ว เพื่อนๆที่คณะได้ชวนกันไปเที่ยวต่างจังหวัด เราเสนอกันไปหลายที่ และที่ที่เหมาะสมกับอากาศช่วงปลายเดือนธันวาคมคงไม่มีที่ไหนเหมาะเท่ากับ ภูกระดึง พวกเราเลือกจะไปที่นั้นกัน เราเดินทางออกจากกรุงเทพฯ โดยรถทัวร์ ผู้โดยสารเกือบทั้งคันรถเป็นพวกเราเองทั้งนั้น เพราะเราไปกันเกือบยี่สิบคนได้ รถคันนี้จึงเป็นเหมือนรถของเรา เสียงคุย และเสียงร้องเพลงดังขึ้นมาเป็นระยะ จนพนักงานหันมาดุพวกเราสองสามที แต่ก็ไม่เป็นผลอะไร แต่ท้ายสุดพวกเราก็เงียบกันไปเอง เนื่องจากหมดแรงและจะต้องเดินทางกันอีกไกล จึงต้องรีบนอนเพื่อเก็บแรงสำหรับวันพรุ่งนี้

ผมกับตินนั่งอยู่ด้วยกัน เรานั่งคุยกันไปสักพักก็มีความเห็นตรงกันว่านอนดีกว่า ผมเอนตัวไปพิงติน บอกเขาว่าผมหนาว ขอพิงหน่อย ตินไม่พูดอะไร สักพักตินก็เอื้อมมือมาจับมือผมไว้ ผมรู้สึกถึงความอบอุ่นจากตินที่ส่งผ่านมายังผม ผมเองก็ไม่ได้พูดอะไร แต่รู้สึกอบอุ่นในจิตใจ ตินเองก็คงรู้สึกเช่นเดียวกับผม…

เราต่อรถจากขนส่งมายังตีนเขา เรารับฟังเรื่องราวเกี่ยวกับการเดินป่า การอนุรักษ์ธรรมชาติจากเจ้าหน้าที่ที่นั่น ผมกันตินและเพื่อนอีก 4-5 ตกลงกันว่า จะแข่งกันขึ้นเขา ใครขึ้นไปถึงก่อนชนะ ผมก็เร่งสปีดเต็มที่ ตินก็ใช่ย่อย เร่งสุดแรงเหมือนกัน ยิ่งเป็นการแข่งขันเลือดนักกีฬาของตินคงไหลแรง ผลการแข่งขันตินก็ถึงบนภูเป็นคนแรก ส่วนผมได้ที่ 3 เหนื่อยเกือบตาย เราก็นั่งพักรอเพื่อนกว่ายี่สิบชีวิตขึ้นมา เมื่อเพื่อนๆมากันครบเราจึงเดินไปยังที่พัก คืนนี้เราเข้าฟังการบรรยายการเดินป่าอย่างละเอียดอีกครั้งจากพรานที่จะนำเราไปพรุ่งนี้ เมื่อฟังจบเราก็แยกย้ายกันเข้านอน

พวกเรารวมตัวกันที่ได้นัดกับพรานไว้ แล้วการผจญภัยของพวกเราก็ได้เริ่มต้นขึ้น พรานพาเราเดินชมสถานที่ต่างๆมากมาย ผมรู้สึกดีที่ประเทศไทยของเรายังมีธรรมชาติที่สวยงามอยู่ กินเวลานานพอสมควรเราออกจากป่าก็เป็นเวลาที่พระอาทิตย์ใกล้จะตกแล้ว พรานแนะนำว่าเดินจากที่นี่ไปอีกไม่ไกลนักจะถึงผาอะไรผมจำไม่ได้ ที่นักเดินทางจะต้องไปถ่ายรูปตอนพระอาทิตย์ตกหรือไม่ก็ขึ้น ไม่งั้นถือว่าไม่ได้มาภูกระดึง

ผมกับเพื่อนอีกสิบกว่าคนทั้งหญิงและชายตัดสินใจจะไปดูกัน ตินกับเพื่อนอีกแปดคนขอตัว เพราะรู้สึกเหนื่อย ผมกับเพื่อนๆต้องเร่งฝีเท้ากัน เพราะต้องไปถึงผานั้นก่อนพระอาทิตย์ตก ถือว่าโชคดีฮะเราไปทันดูกัน สวย สวยงามมากเลยฮะ

พอพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไป อากาศก็เริ่มเย็นฟ้ามืด ดาวหลายดวงเริ่มโผล่พ้นจากอีกขอบฟ้า เป็นบรรยากาศที่ดีจริงๆ เสียดายที่ตินไม่ได้อยู่ตรงนี้ กลับไปล่ะก็จะเล่าให้รู้สึกเสียดายเลย คนเราคงไม่ได้โชคดีอย่างเดียวเสมอไปมั้งฮะ เพื่อนผู้หญิง 4 คนเริ่มอาการไม่ดี และสลบไปเพราะความเหนื่อยจากการเดินป่า แล้วเดินไปถึงผาอีก เพื่อนผู้หญิงที่เหลือเริ่มใจเสีย ผมกับเพื่อนอีก 5 คนช่วยกันพยุงเพื่อนที่เป็นลมไปกันต่อ เพราะเราไม่สามารถหยุดเดินได้ เพราะที่นี่มืดและไม่สามารถติดต่อใครได้ เราเดินมาถึงจุดพักยังพอมีแม่ค้าขายของ และเขาให้ความช่วยเหลือพวกผมไว้ ต้องขอบคุณแม่ค้าที่นั่นไว้ด้วยฮะ เพื่อนเราเริ่มได้สติแล้ว ค่อยโล่งใจหน่อย เพื่อนอีกคนอาสาวิ่งไปตามคนมาช่วย เขาวิ่งหายไปเกือบชั่วโมง และกลับมาพร้อมกับรถ เราดีใจกันมาก ผมดูระยะทางแล้วไกลมาก

พอถึงที่พัก ผมเห็นตินกับเพื่อนๆมายืนรอ ตินวิ่งมาหาผม ท่าทางเป็นห่วงผมกับเพื่อนๆมาก ตอนนี้ผมรู้สึกอย่างเดียวคือหนาว หนาวมาก เพราะผมถอดเสื้อหนาวให้เพื่อนผู้หญิงที่ไม่สบายไป ตินจูงมือผมเดินกับเข้าที่พัก ตินถอดเสื้อหนาวมาห่มให้ผม ผมเดินไปพร้อมกับติน แต่ตอนนี้ตาผมชักมองไม่ชัดแล้ว รู้สึกปวดหัว ตินเรียกผมอยู่สองสามครั้ง ผมไม่มีแรงจะตอบ แล้วผมก็ทรุดลงไปกับพื้น เพราะรู้สึกหมดแรงและเหนื่อยมาก แต่ผมยังมีสติอยู่ได้ยินเสียงเพื่อนผู้หญิงร้องกันเสียงดัง ตินเองก็ท่าทางตกใจ แล้วตินก็อุ้มผมเข้าไปที่ห้องพยาบาล ผมยังงงอยู่ว่าตินอุ้มผมเข้าไปได้ไง ผมกับตินตัวพอๆกัน ผมตัวหนักกว่าเขาด้วยซ้ำ

พยาบาลเอาเกลือแร่มาให้ผมดื่ม และบอกให้ผมนอนที่นี่ ผมปฏิเสธ ผมไม่อยากนอนที่นี่คนเดียวนี่ฮะ น่ากลัวออก ผมบอกให้ตินช่วยพาผมเดินกลับที่พัก ทางเดินกลับที่พักไกลอยู่เหมือนกัน ตินเอาเสื้อหนาวมาคลุมผมไว้ ผมรู้จักตินดีอากาศหนาวอย่างนี้เขาต้องทนไม่ไหวแน่ ผมบอกตินให้เอาเสื้อหนาวไปใส่ ตินบอกว่าไม่เป็นไร แต่เสียงที่พูดออกมาสั่นอย่างชัดเจน ผมรู้สึกสงสารตินมาก ผมพยามเร่งฝีเท้าเต็มที่เพราะไม่อยากให้ตินต้องทนหนาวนานไปกว่านี้

คืนนั้นผมทั้งเพลียทั้งง่วง หลับไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ มารู้สึกตัวอีกทีเพราะมีใครสักคนนอนสั่นอยู่ข้างผม ไม่ใช่ใครที่ไหน ตินนั่นเอง ผมว่าแล้วไอ้โรคขี้หนาวของเขาทำเรื่องซะแล้ว ผมไปจับตัวติน ไม่น่าเชื่อเขาตัวร้อนและมีไข้สูงด้วย ผมรีบคว้ากระเป๋าหายาให้ติน เมื่อตินกินยาแล้วผมเอาผ้าห่มของเขาและของผมมาซ้อนกัน แล้วห่มสองชั้น ตินบอกให้ผมช่วยกอดเขาไว้หน่อย เพราะเขาหนาวมาก ผมกอดตินไว้ตลอด คืนนั้นลมหายใจของเราสองเหมือนจะเป็นลมหายใจเดียวกัน ผมไม่อยากให้คืนนี้ผ่านไปเลย อยากให้เวลาหยุดอยู่ตรงนี้ เพื่อเราสองคนจะได้รับไออุ่นจากกันและกันไปอีกนาน…

แล้วก็เหมือนอย่างเคย ไอ้เพื่อนที่มันตื่นมาเห็นผมกับตินนอนกอดกัน มันก็เอามาแซวผมกันตินอีก แต่เราสองคนก็ไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะผมกับตินไม่ได้ทำอะไรกันนอกจากนอนกอดกัน กลับมาถึงกรุงเทพฯ ไอ้เพื่อนๆที่แสนดีมันก็เอาเรื่องที่ตินอุ้มผมกับเรื่องที่ผมนอนกอดติน มาเล่าแบบเห็นภาพเลย เราสองคนเลยเป็นที่สนใจของเพื่อนในคณะไปอีกพักใหญ่

ผมไม่แน่ใจหรอกฮะ ว่าตินเขาคิดยังไงกับผม ถึงแม้ว่าผมจะคิดกับตินเกินเพื่อน แต่ผมก็จะยังมอบแต่สิ่งดีๆ ความห่วงใย ความเห็นอกเห็นใจกัน และที่สำคัญคือความเป็นเพื่อน ที่เราให้กันมาตั้งแต่ต้น ให้กับตินตลอดไป อีกตอนเดียวแล้วนะฮะเรื่องของผมกับตินก็จะจบลงแล้ว

...


[Home] [แด่เพื่อน1] [แด่เพื่อน2] [แด่เพื่อน3]