แด่เพื่อน 3 (จบ) : ประทับไว้ในความทรงจำตลอดกาล
เขียนโดย เพื่อน

หมายเหตุ เรื่องนี้เป็นตอนต่อจากเรื่อง แด่เพื่อน 2


คุณเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า "ความสุขมักจะอยู่กับเรา ไม่ยาวนานนัก" ไหม เวลาช่างผ่านไปรวดเร็วเหลือเกินตอนนี้ผม ติน และเพื่อนๆ ก้าวมาเป็นรุ่นพี่ปีสี่แล้ว บางครั้งเรามองเห็นรุ่นน้องบางคนเหมือนเรา เหมือนเพื่อนเรา ตอนอยู่ปีต้นๆ ก็อดขำไม่ได้ เหมือนได้มองเห็นตัวเองอีกครั้ง ……

ตอนนี้ผมกับตินแยกกลุ่มกันเรียน เนื่องจากวิชาที่ผมเลือกเรียนตินไม่ถนัด และผมก็ไม่ถนัดแบบที่ตินเขาเลือกเรียน แต่เรายังมาเจอกันในบางวิชาที่เรียนรวมกัน ตอนแรกๆก็รู้สึกว่าเหมือนชีวิตมันขาดอะไรเหมือนกัน แต่ถึงยังไงเราก็ยังเจอเรื่อยๆ ตินเริ่มได้เพื่อนกลุ่มใหม่ที่แยกไปเรียนด้วยกัน ผมเองไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เพราะเพื่อนกลุ่มนั้นค่อนข้างเที่ยวเก่ง กินเหล้าและสูบบุหรี่ ซึ่งผมไม่ชอบเลย ตินเองก็เปลี่ยนไป เริ่มสูบบุหรี่และกินเหล้าและเที่ยวกลางคืนบ่อยขึ้น บางครั้งเวลาผมเลิกเรียนจะมีรุ่นน้องมาเรียกผมให้ไปแบกตินที่กำลังเมาอย่างไม่ได้สติ ที่ร้านเหล้าหน้ามหาวิทยาลัย เออ..ผมล่ะกลุ้มจริงๆ

และเนื่องจากเป็นรุ่นพี่แล้ว กีฬาบาสที่เขาเคยเล่นก็วางมือให้น้องๆเขามาเล่นแทน ตินในวันนี้ดูไม่เหมือนตินในวันก่อนๆเลย ผมเป็นห่วงเขามากแต่ทำได้ก็แค่เพียงเตือนสติเขาเท่านั้น ผมไม่สามารถไปห้ามตินได้ เพราะชีวิตเป็นของเขาเอง เราแนะให้เขาทำได้ แต่ไม่สามารถไปบังคับให้เขาทำได้จริงมั้ยครับ แต่ผมยังดีใจที่ความผูกพันระหว่างผมกับตินยังเหมือนเดิม ผมยังดีกับติน และตินก็ยังดีกับผมเหมือนเดิม ผมรู้สึกโล่งใจได้ในเรื่องที่ผมค่อนข้างห่วง คือเรื่องเรียน ถึงแม้ว่าตินจะเที่ยวเก่ง กินเหล้าเก่ง สูบบุหรี่จัด แต่การเรียนของตินไม่ได้ตกลงไปเลย เขายังคงรักษามันไว้ได้เป็นอย่างดี

แม่ของตินเคยโทรศัพท์มาคุยกับผม เรื่องที่ตินกินเหล้าและสูบบุหรี่จัด เพราะตอนที่ตินกลับไปที่ชลบุรี ตินก็ชวนเพื่อนๆไปกินเหล้าและเที่ยวกลางคืน ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง ได้แต่บอกกับแม่ของตินว่าจะช่วยดูแลให้ ซึ่งผมก็ยังดูแลเขามาตลอด ครั้งนึงผมกับเพื่อนไปช่วยกันแบกตินจากร้านเหล้าหน้ามหาวิทยาลัย พากลับหอพักของเขา ตินเมามากและไม่รู้ตัวเลย เพื่อนผมบอกให้ช่วยดูตินก่อนแล้วค่อยกลับ ผมหาผ้าชุบน้ำเย็นมาเช็ดหน้าติน ความเย็นจากผ้า ทำให้ตินรู้สึกตัวขึ้นมานิดหน่อย ผมถอดเสื้อเขาออก และเช็ดไปตามตัวของติน ทำให้ผมนึกถึงตอนที่ผมกับตินนอนกอดกัน ความรู้สึกอบอุ่นในครั้งนั้นเข้ามากระตุ้นในหัวของผม ขณะที่ผมยังเช็ดไปตามตัวของติน ตินจับมือผมแน่นแล้วดึงผมเข้าไปกอดไว้ ผมตกใจไม่นึกว่าเขาจะยังลุกขึ้นมาไหว

ผมพยามผลักเขาออกให้ไกล แต่ไม่เป็นผลอะไร แรงของเขามากกว่าผมนัก ตินพลิกตัวขึ้นไปอยู่ด้านบน ตอนนี้ผมลงมาอยู่ด้านล่างแล้ว ผมตะโกนห้ามเขา แต่เหมือนประสาทสัมผัสของเขาจะไร้ซึ้งการตอบโต้กับคำพูดของผม ตินกดไหล่ผมลงกับเตียง แล้วใช่จมูกไซร้ที่ซอกคอ และประกบปากผม ผมทั้งเหม็นกลิ่นเหล้าและรู้สึกประหลาด เพราะผมไม่เคยจูบกับใคร ผมตะโกนถามเขาว่าทำไมถึงทำอย่างนี้ ตินมองหน้าผมและเขาก็บอกผมว่ารักผมมาก แต่ที่ผ่านมาเขาไม่กล้าที่จะทำอะไร เพราะกลัวผมจะโกรธและไม่คบเขาเป็นเพื่อนอีก ผมมองตาของตินอีกครั้ง ไม่มีคำพูดใดๆออกจากปากของผมอีกแล้ว มีเพียงสัมผัสเท่านั้นที่ผมได้ใช้แทนคำพูดที่ผมอยากจะบอกเขาว่าผมก็รักเขามากเช่นเดียวกัน เรามอบความสุขให้กันและกันในคืนนั้น ตินรู้ว่าผมมีความสุข และผมก็รู้ว่าตินเองก็มีความสุขเช่นเดียวกับผม ตินพาผมเข้าไปอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย ขณะที่ผมถูสบู่ไปตามหลังของติน ผมก็กอดเขาไว้อีกครั้ง ตินหันมายิ้มแล้วประกบปากกับผม คืนนั้นเรานอนกอดกันเหมือนกับตอนที่เราสองคนไปภูกระดึง แต่ครั้งนี้ความรู้สึกและสถานภาพมันได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ตินในตอนนี้ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในใจของผมแล้ว……….

เมื่อทุกสิ่งล้วนมีความไม่แน่นอนในตัวของมันเอง ความสุขของผมกับตินก็เช่นเดียวกัน มันก็ไม่ได้ยั่งยืนไปตลอดเช่นกัน ผมจำได้อย่างแม่นยำ วันนั้นเป็นเย็นวันศุกร์ที่ 10 เมษายน ตินบอกผมว่าวันนี้เขาจะกลับบ้านที่ชลบุรี เพราะเขานัดเพื่อนๆเที่ยวงานวันไหล ซึ่งมันก็เป็นปรกติที่ทุกปีเขาจะกลับไปเที่ยวกับเพื่อนๆเขา แต่ครั้งนี้ผมรู้สึกเป็นห่วงเขามากขึ้น อาจเป็นเพราะปีที่ผ่านๆมาเขายังไม่เคยกินเหล้า ไม่เที่ยวกลางคืน ผมห่วงตินมากๆ ตินโบกมือลาผมด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม และรอยยิ้มนั้นเอง เป็นรอยยิ้มสุดท้ายที่ผมได้เห็นจากติน

หกโมงเช้าของวันที่ 14 ผมแทบจะไม่เชื่อหูตัวเองเลย เมื่อแม่ของตินโทรมาบอกข่าวเรื่องการเสียชีวิตของติน ผมทำอะไรถูกเลย เหมือนมีใครเอาอะไรมาทุบที่หัวผมอย่างแรง สิ่งที่ผมได้สดับฟังในขณะนี้ มันเป็นความจริงหรือเปล่า เพราะก่อนหน้านี้เพียงแค่วันเดียวผมกับตินยังคุยกันอยู่เลย ผมยังหัวเราะกับเรื่องที่เขากับเพื่อนๆได้ทำกัน น้ำอุ่นๆจากตาผมไหลออกมา ราวกับว่ามันจะไม่มีวันหยุด ผมรวบรวมสติทั้งหมดกลับมาอีกครั้งเพื่อถามรายละเอียดจากแม่ของติน แม่ของตินเล่าไปพร้อมกับเสียงที่สั่นไม่แพ้ผมเลย แม่เล่าให้ฟังว่าหลังจากตินขับรถไปส่งเพื่อนๆ และกำลังจะขับกลับมาที่บ้าน รถของตินชนกับรถสิบล้อ เพราะตอนนั้นตินเองก็เมาแล้วขับรถไปกินอีกเลน จึงประสานงานกับรถสิบล้อ…

หลังจากนั้นผมโทรไปหาจ๋ากับแม็คบอกข่าวเรื่องติน สองคนนั้นอาการไม่ต่างจากผมสักเท่าไหร่ ผมบอกให้แม็คเอารถไปบ้านของตินที่ชลบุรี เมื่อผมไปถึงที่บ้านแม่กับพ่อตินกำลังจะออกไปวัดแล้ว ผมกับแม็คขับรถตามไปถึงวัดและโทรบอกจ๋าอีกครั้งว่าอยู่ที่วัดไหน ตลอดทางที่ไปวัด ผมไม่อาจที่จะกลั้นน้ำตาให้มันหยุดลงได้ แม็คเองก็ตาแดงๆ แม็คคงไม่ได้สงสัยอะไร เพราะแม็ครู้ว่าผมกับตินสนิทกันมาตั้งแต่อยู่ปี 1 แล้ว

เย็นวันนั้นเองที่ร่างของคนที่ผมรักมากที่สุดกำลังกลายเป็นเพียงเถ้าธุลี สัปเหร่อเปิดโลงให้แม่ พ่อ ญาติๆและเพื่อนๆ ดูตินเป็นครั้งสุดท้าย แม่ของตินเป็นลมล้มพับไปหลายครั้งตอนเห็นศพของเขา ผมเองเข้าใจจิตใจของคนเป็นแม่ดี เมื่อเสียลูกไปใครจะทำใจได้ ผมเองจริงแล้วไม่อยากเข้าไปดูเลย ในใจผมคิดเพียงว่าอยากจะเก็บภาพดีๆของตินเอาไว้ในใจ แต่เมื่อมีโอกาสอีกเพียงครั้งเดียว ผมรวบรวมความรู้สึกทั้งหมดแล้วเดินเข้าไปดู คนที่ผมรักมากที่สุดตอนนี้เขาได้นอนหลับอยู่ตรงหน้าผม เขากำลังจะได้พัก พักไปตลอดกาล จะไม่มีสิ่งใดๆมารบกวนเขาอีก ใบหน้าของตินถึงแม้จะมีริ้วรอยของความเจ็บปวดจากแผลที่ได้รับจากอุบัติเหตุ แต่ความเจ็บปวดเหล่านั้นจะไม่สามารถทำอะไรเขาได้อีกแล้ว

หลับเถอะเพื่อน หลับให้สบาย เพื่อนที่แสนดีและคนที่ผมรักมากที่สุด ในช่วงเวลานี้ผมไม่สามารถกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้ ผมปล่อยโฮอย่างไม่อายใคร ควันสีดำลอยฟุ้งไปทั่วท้องฟ้า สีดำ…สีของสิ่งที่เที่ยงแท้และแน่นอน ผมหวังแค่ว่าตินคงจะได้รับรู้ถึงความรักและความรู้สึกดีๆที่ครอบครัวของเขา ผมและเพื่อนๆที่รักเขามากๆมีให้เขาในยามนี้และตลอดไป

ผมกับตินถึงแม้จะไม่สมหวัง แต่ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ความรู้สึกและสิ่งดีๆที่ผมกับตินมีให้กันมาตลอดนั้น ยังคงถูกเก็บไว้ในความทรงจำของผม และจะอยู่กับผมไปตลอดเวลาที่ผมยังมีลมหายใจอยู่ บางครั้งผมอยากให้เราสองคนทะเลาะแล้วเลิกรากันไปยังจะดีเสียกว่า เพราะการจากแบบนี้ เรายังสามารถรู้ความเป็นไปในตัวเขาได้ แต่การจากกันตลอดกาลนี้สิ….. อีก 2 เดือนก็จะครบวันตายของตินแล้ว ผมรู้สึกดีที่ได้เขียนเรื่องนี้ขึ้นมา อย่างน้อยตินคงจะรับรู้ได้ว่า ผมไม่เคยลืมช่วงเวลาที่เราสองคนอยู่ด้วยกัน เราอยากจะบอกนายว่า เราจะจดจำนายไว้เสมอ และอยากบอกเพื่อนๆว่า ในช่วงเวลาที่คนที่เรารักยังมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อ คุณแม่ หรือคนที่เรารัก ขอให้ทำดีต่อกันไว้มากๆ เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า ความตายจะมาพรากเราไปเมื่อไหร่ เมื่อเขาหรือเราจากไป คนที่อยู่จะได้ไม่เสียใจ เพราะในช่วงที่อยู่ด้วยกันเราได้ให้สิ่งที่ดีที่สุดกับเขาแล้ว

อีกเรื่องที่ผมอยากให้ไว้เป็นอุทาหรณ์ คือถ้าเพื่อนๆดื่มเหล้าแล้ว ก็อย่าขับรถเลยนะฮะ รอให้หายเมาแล้วค่อยขับ จะดีกว่า ถ้าไม่อยากให้คนที่คุณรักต้องเสียใจ…..

...


[Home] [แด่เพื่อน1] [แด่เพื่อน2] [แด่เพื่อน3]