|
เรียกว่าความรักของผมช่วงนั้นมีความสุขมากที่สุดครับ
แต่ก็เหมือนว่ามันคงจะเร็วไปที่ผมจะเจอกับความรักที่แท้จริง
โชคชะตาจึงทำให้มันต้องถึงจุดสิ้นสุดลงโดยที่มันไม่อาจที่จะจะหวนคืนกลับมาได้อีก
"สามวันนี้นายจะไปคอนโดหรือเปล่า
จะได้ให้ขับรถให้วันนี้เมื่อยๆ ยัง
ไงไม่รู้ "
"อ๋อ
ไปสิ
"
บางวันผมจะไปรับสามที่บ้าน ทำให้ผมสนิทกับครอบครัวของมันมาก
พ่อแม่ของสามเอ็นดูผมเหมือนลูกคนหนึ่งของท่าน
ท่านชอบถามถึงผมเสมอถ้าวันไหนสามไปนอนที่บ้าน
เวลากลับบ้านผมจะซื้อของไปฝากพ่อแม่ของสามเสมอ
ผมจะเรียกพ่อแม่ของสามว่า
พ่อกับแม่ทุกคำและท่านก็ยินดีที่ผมเรียกท่านสองคนอย่างนั้นด้วย
ผมไปบ้านของสามบ่อยๆ ในที่สุดพ่อแม่ของสามก็รู้ว่า
ผมกับสามไม่ใช่เพื่อนกันธรรมดา
แต่ท่านก็ไม่เคยถามหรือตำนิเราสองคน
ท่านยังคงให้ความรักและเป็นห่วงเราสองคนเหมือนเดิม
ผมรักและให้ความนับถือท่านเหมือพ่อแม่แท้ๆ ของผมจริงๆ
"แม่ครับ
.วันนี้ผมกลับบ้านซ้อขนมมาฝากครับ"
"ขอบใจลูก
.คิมคราวหลังไม่ต้องนะมันสิ้นเปลืองเปล่าของเก่ายังไม่
หมดเลย"
"ไม่เป็นไรครับ
.แล้วพ่อไปไหนครับ"
"ยังไม่กลับเลย
แล้ววันนี้คิมกับสามมีธุระอะไรหรือเปล่า"
"ทำไมหรอครับ"
"อยู่ทานนข้าวเย็นกับแม่ก่อนนะคิม"
"ครับแม่ วันนี้ไม่มีธุระอะไรครับ"
หลังจากทานข้าวกับพ่อแม่ของสามเสร็จ
คืนนั้นผมกับสามไปดูหนังรอบดึกด้วยกันที่สยาม
แล้วถึงเลยกลับมายังคอนโดกัน
ถึงคอนโดก็เกือบตีหนึ่ง ก่อนนอนสามบอกกับผมว่า
"คิม..เรารักนายมากนะ.."
"เราก็กรักสามเหมือนกัน เรามีความสุขที่มีสามเป็นแฟนนะ"
"เราก็เหมือนกันคิม"
เราสองคนนอนกอดกันจนเช้า
ผมตื่นก่อนวันนั้นเป็นวันเสาร์เราไม่มีเรียนยังไม่ต้องรีบร้อนอะไร
ผมจึงไม่ปลุกสามปล่อยให้นอนต่อไป ผมทำความสะอาดห้องไปเรื่อยๆ
กว่าจะเสร็จก็เกือบห้าโมงเช้า
ผมเลยจัดการไปเตรียบอาหารให้สามก็ไม่มีอะไรมากแค่โจ๊กซองเติมน้ำใส่ไมโครเวฟซัก
3 นาทีเป็นพร้อมทานได้แล้ว ผมเข้าไปปลุกสามหลังเตรียบอาหารเสร็จ
สามลุกขึ้นหอมแก้มผมเบาแล้วถามว่า
"คิม
กี่โมงแล้ว"
"จะเที่ยงแล้วสาม
ไปเร็วเดี๋ยวโจ๊กเย็นหมด"
"อืมมมม
.น่ารักจังแฟนเรา"
"วันศุกร์หน้าเรามานอนด้วยไม่ได้นะคิม พอดีต้องไปทำธุระให้
พ่อกับแม่ กว่าจะเสร็จคงดึกเลยนะ"
"ไม่เป็นไรหรอก
ทำไมรีบบอกจังเลย
"
"เดี๋ยวลืม
บอกไว้ก่อนก็แล้วกัน"
"ไปเร็ว
เดี๋ยวโจ๊กเย็นหมด..กินเสร็จแล้วรีบแต่งตัว..จะได้ออกไปซื้อของ
กัน"
หลังจากแต่งตัวเสร็จเราสองคนก็ขับรถออกไปซื้อของ ตอนนั้นยังไม่ค่อยมี พวก
โลตัส บิ๊กซี มากเท่าไหร่ จึงต้องอาศัยซุปเปอร์ของห้างใกล้ๆ
คอนโดเพราะประหยัดเวลา
และค่าน้ำมันมากกว่า
นอกจากเป็นทางผ่านเราถึงจะได้ใช้บริการ
และบางครั้งผมจะเอามาจากบ้านเพราะบ้านผมขายของใช้เหมือนกัน
ผมกับสามถึงแม้ว่าเราสองคนจะไม่มี SEX กันจนเกินเลยถึงขั้นที่บางคนทำกัน
แต่เราก็พอใจที่จะอยู่กันแบบนี้ พอใจในสิ่งที่เราสองคนทำให้กัน
มีความรักซึ่งกันและกัน
เข้าใจกัน ผมว่ามันดีที่สุดแล้วสำหรับเราสองคน
เพราะผมเองคงไม่ยอมแน่ๆ ถึงแม้ว่าผมจะรักสามมากเพียงใดก็ตาม
และผมก็คงไม่ยอมเหมือนกันถ้าสามอยากให้ผมทำกับเค้าแบบนั้น
ผมพอใจที่เราเป็นอยุ่กันแบบนี้และไม่หวังให้มันดีไปกว่านี้ด้วย
ตลอดเวลาที่เรียนด้วยกันเราสามคนมี ผมกับสามความสุขมาก จนเวลาล่วงเลยมาถึงปี
2
เทอม 1 เป็นนับว่าช่วงเวลาสุดท้ายที่เราสองคนจะเรียนด้วยกัน
หลังจากจบจากที่นี่ผมตั้งใจจะเรียนต่อระดับปริญญาตรี
ส่วนสามคงจะต้องทำงานเพราะฐานะทางบ้านของมันไม่อาจที่จะส่งเสียให้มันเรียนต่อไปได้
ไอ้สามสัญญากับผมว่าถ้าเราเรียนจบและทำงานเราสองจะย้ายมาอยู่ด้วยกันอย่างถาวรที่คอนโดของผม
แล้วเหตุการณ์ที่ไม่น่าเกิดขึ้นก็เกิดขึ้นจนได้ วันนั้นก่อนสอบมิดเทอม 1
เดือน
วันนั้นเป็นวันศุกร์เป็นวันที่สามเคยบอกว่าจะต้องไปทำธุระให้พ่อกับแม่
ผมเลยขับรถไปส่งสามที่บ้านและขับรถกลับคอนโดคนเดียว
"สามเราไปแล้วนะ พรุ่งนี้คอยเจอกันนะ"
"อืมม
.ไม่แน่ถ้าเสร็จเร็วเราจะขับรถมอไซด์ไปหาที่คอนโดนะคิม"
"ไม่เอาอันตราย เอาไว้พรุ่งนี้เรามารับดีกว่า"
"อืมมม
.ไม่รู้นะ
.ตามใจก็แล้วกัน"
"อืมมม
.พรุ่งนี้เจอกัน"
ไม่มีรางบอกเหตุ อะไรเลยมันยังยังคงเป็นปกติ เหมือนทุกวัน
ผมอาบน้ำนอนไปได้พักหนึ่งยังไม่หลับดี
เวลาเกือบเที่ยงคืนเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น
"ตึ๊ดดดด..ตื้นนน
ติ้งๆๆ
"
"สวัสดีครับ
.."
"คุณภควัฒน์ใช่ไหมครับ
.."
"ครับ
มีธุรอะไรครับ"
"คุณมีรู้จักคนชื่อ อธิป
หรือเปล่าครับ"
"รู้จักครับมีอะไรครับ เพื่อมผมเอง"
"เพื่อนของคุณประสบอุบัติเหตุ
ตอนนี้อยู่โรงพยาบาลxxxxx.ครับ"
"อะไรนะครับ
"
"เพื่อนคุณอยู่ที่โรงพยาบาล อาการไม่น่าไว้ใจครับ
เราไม่สามารถติดต่อญาติผู้ป่วยได้พอดีในกระเป๋าผู้ป่วยมีรูปคุณและเขียนเบอร์ไว้ผมเลยติดต่อมาครับ
คุณพอจะติดต่อญาติให้ได้หรือเปล่าครับ"
"ได้ครับ โรงพยาบาลอยู่ไหนครับเดี๋ยวผมจะไป"
"ที่
ครับ สวัสดีครับ"
"ขอบคุณครับ
."
ผมรีบลุกขึ้นแต่งตัวขับรถออกไปที่โรงพยาบาลทันที
ระหว่างทางผมโทรบอกที่บ้านของสาม
และโทรบอกไอ้แซนที่หอพักบอกให้มันมาที่โรงพยาบาลด่วนที่สุด
ไม่รู้ทำไมว่าตอนนั้นผมถึงโทรหาไอ้แซน
อาจคงเป็นเพราะแซนมันสนิทกับสามมาก
และมันก็เป็นเพื่อนที่ผมสนิทที่สุดคนหนึ่งที่วิทยาลัย
ผมขับรถไปเกือบ 15 นาที
กว่าจะถึงโรงพยาบาล มันช่างเป็นเวลาที่ยาวนานจริงๆ
ในใจตอนนั้นขออย่าให้
สามเป็นอะไรไปเลย เพราะผมอยู่คนเดียวไม่ได้แน่ๆ ผมรักมัน
มันเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตผม
เมื่อถึงโรงพยาบาล เวลาเกือบตีหนึ่ง ผมเดินไปถามที่แผนกฉุกเฉินทันที
ไม่นานพ่อแม่ของสามเดินทางมาถึงโรงพยาบาล
ผมจึงได้รู้ว่า
สามขับรถมอไซด์มาหาผมแล้วเกิดอุบัติเหตุ อาการของสามน่าเป็นห่วงมาก
หัวฟาดกับถนนยังไม่รู้สึกตัวตั้งแต่มาถึงโรงพยาบาล ผมรู้สึกเสียใจกับเหตุ
การณ์ต่างๆ และสิ่งที่เกิดตอนนั้น ผมบอกกับพ่อแม่ของสามว่า
"พ่อครับ แม่ครับ
.ผมขอโทษ
ผม
.ผม
"
"คิม
ลูก
พ่อเข้าใจลูก..มันเป็นอุบัติเหตุลูก"
"ไม่ใช่ความผิดลูกหรอกนะ
.คิม
แม่ไม่โทษคิมหรอกนะ มันเป็นชะตา
ของสามเค้าเองลูก"
"คิม..อย่าโทษตัวเองเลยนะ ไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้นหรอก"
"ใช่..คิม พ่อพูดถูกเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคิมนะ คิมฟังแม่นะไม่ว่าอะไรจะเกิด
ขึ้น มันเป็นแค่อุบัติเหตุนะ ไม่ใช่ความผิดของใคร"
ไม่นานหมอออกมาบอกว่าสามสิ้นใจแล้ว เพราะเลือดคลั่งในสมองและทนพิษบาดแผลไม่
ไหว กระดุกซี่โครงหัก ปอดฉีก ได้ยินแค่นั้นแม่ของสามร้องไห้ออกมาเหมือนกับผม
แทบยืนไม่อยู่ ทรุดลงไปตรงนั้น จนพ่อของสามต้องพยุงมานั่งที่โซฟา
ส่วนแม่ของสามเข้มแข็งมากร้องไห้สักพักก็หยุด
แล้วมานั่งปลอบผมไม่ให้เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
พยายามบอกผมว่ามันเป็นเพียงแค่
อุบัติเหตุ
พ่อของสามไปจัดการเรื่องโรงพยาบาลเสร็จ
พ่อ แม่ของสามและผมก็เข้าไปดูสาม ร่างของสามนอนอยู่บนเตียงมีผ้าสีขาวคลุมไว้
พ่อเปิดผ้าออก ใบหน้าของสามยังคงหลับตาศรีษะของสามมีรอยชำจาการกระแทก
ผมเข้าไปกอดร่างของสามโดยไม่อายสายตาของใครๆ
ในห้องรวมทั้งพ่อแม่ของสามด้วย
ร้องไห้ออกมาจนพ่อแม่ของสามบอกว่า
"คิม
ลูก..สามเค้าไปดีแล้วอย่าให้เค้าต้องห่วงอะไรอีกเลยนะ"
"แม่ว่าเราไปพักผ่อนดีกว่านะเดียวจะไม่สบายไปอีกจะยุ่งใหญ่นะ"
"ครับแม่
ฮืออออ
"
สักพักไอ้แซนก็มาถึงพ่อกับแม่ของสามก็ขอตัวกลับบ้าน
ก่อนกลับยังบอกผมว่าให้ผมกลับไปพักผ่อนก่อนแล้วค่อยมาใหม่พรุ่งนี้
แต่ผมไม่มีแรงเลยจริงๆ ในใจอยากอยู่กับสามให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ผมบอกกับพ่อแม่ของสามว่า
"พ่อครับ
แม่ครับ
คิมขออยู่ที่นี่สักพักนะครับ"
"ตามใจลูก
แต่อย่าคิดมากล่ะ แซนอยู่เป็นเพื่อนคิมนะลูกเดี๋ยวพ่อกับ
แม่ขอกลับบ้านก่อน พรุ่งนี้จะได้จัดการเรื่องรับศพสามไปที่วัดนะ"
"ครับแม่ ไม่ต้องเป็นห่วงเดี๋ยวผมพาคิมกลับบ้านเอง"
"พ่อไม่นะคิม
."
"แม่ไม่นะคิม
ไม่ต้องคิดมากล่ะ"
"
ครับ
."
หลังจากพ่อแม่ของสามกลับไปแล้ว ผมนั่งอยู่หน้าโรงพยาบาลจนถึงเช้า
ร้องไห้จนแทบไม่
มีน้ำตาอะไรจะให้ ไหลอีกแล้ว ในหัวไม่มีความคิดอะไรเลย
มันรู้สึกแคว้งคว้างในใจมันเลื่อนลอย
กลัวกับการที่จะต้องอยู่คนเดียว
กลัวไปหมดทุกเรื่อง เดินเข้ามานั่งข้างๆ
ผมกอดผมแล้วบอกว่า ให้
ทำใจให้เข้มแข็งไว้ มันบอกว่า
"คิม
.ทำใจดีๆ ไว้เดียวไม่สบายไปอีก
นะ เราอยู่นี่แล้วไม่ต้องกลัว"
"แซน
สามไม่อยู่กับเราแล้ว
ไม่กลับมาหาเราแล้ว
.ฮืออออ
.."
ผมนั่งกอดไอ้แซนร้องไห้อย่างไม่อายสายตาใครที่เดินผ่านไปผ่านมา
ไม่นานไอ้แซนดึงตัวพาผมกลับมาที่รถ
แล้วพาผมกลับโดยมันขับรถให้ผม
ผมยังร้องไห้อยู่อย่างนั้นจนถึงคอนโดเกือบตี
ห้าแล้ว
ผมร้องไห้จนหลับไปโดยมีไอ้แซนนอนข้างๆ เป็นเพื่อน ทำไมต้องเกิดเหตุการณ์ที่
โหดร้ายแบบนี้กับผม สามคนที่ผมรักที่สุดทำไมต้องจากผมไปด้วย
ทำไม
..ทำไมต้องเป็นแบบนี้
แล้วพรุ่งนี้ผมจะอยู่ได้อย่างไร ผมจะไปเรียนกับใคร
ผมจะนั่งเรียนกับใคร ผมจะกอดใคร
"สามเรารักนายเราขาดนายไม่ได้"
ตอนนั้นผมคิดได้แค่นั้นจริงๆ ไอ้แซนปล่อยให้ผมนอนจนเกือบบ่าย
ผมตื่นขึ้นมาในใจคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ขอให้ มันเป็นแค่ความฝัน
ขออย่าให้มันเป็นความจริง แต่ ชีวิตยังไงมันก็หนีไม่พ้น การเกิดแก่ เจ็บตาย
เป็นเรื่องที่ใครๆ ไม่สามารถหนีมันได้พ้น
เราทุกคนต่างหากที่จะต้องยอบรับความจริง
อดทนกับมันให้ ได้
เราถึงจะสามารถใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ได้
ไอ้แซนเห็นผมตื่นแล้วเลยทำโจ๊กให้ผมกิน
ตอนนั้นผมกินไปได้ไม่ถึงครึ่งซองซึ่งปกติแล้วผมคนเดียวต้อง 2
ซองถึงจะอิ่มแต่มันกินไม่ลงจริงๆ
ตาบวมจนแดงไปหมด ไอ้แซนเข้ามากอดผมแล้วบอกว่า
"พ่อกับแม่ของสามโทรมาถามว่านายเป็นอย่างไรบ้าง ท่านสองคนเป็นห่วงนายนะคิม"
"อืมมม..ขอบใจนะแซนที่อยู่เป็นเพื่อนเรา"
"ไม่เป็นไร
เราเป็นเพื่อนนายนะ..เป็นห่วงนายและรักนายไม่แพ้ใครๆ หรอกนะ"
"ขอบใจนะแซน"
ผมพูดได้แค่นั้น ต่อมน้ำตาของผมก็แตกอีกครั้ง
ถึงแม้ว่ามันแทบจะไม่น้ำตาไหลออกมาให้
เห็นอีก แต่ผมก็ไม่สามารถอดทนต่อเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นนั้นได้
ผมยอบรับว่าตอนนั้นผมอ่อนแอมากจริงๆ
ผมตั้งคำถามกับตัวเองตลอดว่า
ต่อไปนี้ผมจะอยู่อย่างไร จะทำอย่างไร
เวลาที่ผมอยู่กับสามช่วงเวลาที่ผมมีความสุขที่สุด
ความสุดที่มากมายจนผมเองไม่อยากขาดมันเลย ต่อไปนี้ผมต้องอยู่คนเดียว
ไม่มีสามอยู่ข้างกายผม
ลมหายใจของผมคงมีแต่สามตลอดไป
หลับตาลงครั้งใดผมยังคงเห็นภาพของสามเสมอ
ไม่รู้อีกนานแค่ไหนผมจึงจะทำใจที่จะอยู่คนเดียวได้
ผมจะทำอย่างไรกับชีวิตที่ต้องดำเนินต่อไป
เรื่องราวที่ผ่านมาเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างผม กับเพื่อนอีกคนที่สนิทกันถึงแม้ว่ามันดูจะเวอร์ไปสักหน่อย
แต่ก็เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตผม
และเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านเข้ามาทำให้ผมแข็มแข็งและเรียนรู้ว่าผมจะใช้ความรักอย่างไร
และทำให้ผมได้รู้ว่าบางครั้งมันก็เป็นเพียงแสงแดดที่ผัดผ่านมาทำให้เราร้อนรุ่ม
หรือเป็นเพียงหยุดน้ำที่ทำให้เราชุ่มฉ่ำหัวใจเพียงชั่วครู่ชั่วยามเพื่อขัดเวลาให้ใจเราได้แข็มแข็งขึ้น
พร้อมที่จะเรียนรู้และพบเจอกับความรักที่จะเข้ามาในครั้งต่อๆ ไปนั่นเอง
หลังจากเสร็จงานศพของสามแล้ว
ผมยังคงเงียบและเก็บตัวไม่มีจิตใจที่คิดจะทำอะไรต่อไปและความอ่อนแอของผมทำให้ผมไม่สามารถไม่มีจิตใจทำข้อสอบมิดเทอม
ผลสอบออกมาผมตกหมดทุกวิชา เพื่อนๆ
หลายคนสงสัยว่าทำไมการตายของสามทำให้ผมเปลี่ยนแปลงไปได้ถึงเพียงนี้
ไม่คุย
ไม่เล่น ไม่ทำอะไรเลย วันๆ ปล่อยให้เวลามันผ่านไปจากเช้าถึงเย็น เย็นมาเช้า
ตอนกลางคืนผมจะร้องไห้คิดถึงแต่สามจนหลับไปเกือบทุกกัน
ไอ้แซนเอก็เช่นกันคงสงสัยว่าการตายของสามทำให้ทำให้ผมเปลี่ยนไปได้มาขนาดนี้
มันเริ่มมานอนค้างเป็นเพื่อนผมเพราะเป็นห่วงผม
มีหลายครั้งมันจะคอยปลอบและกอดผมทุกครั้ง
แต่มันก็ไม่ได้ทำอะไรให้ดีขึ้น
ผมยังคงทำตัวเลื่อนลอยเหมือนเดิม จนในที่สุดไอ้แซนคงทนไม่ได้ที่ผมเป็นแบบนั้น
มันมาคุยกับผมมันบอกว่า
"คิม...วันนี้เราขอไปนอนกับนายนะ..เรามีเรื่องจะคุยกับนาย"
"อืมม...ตามใจ"
พอตกเย็นไอ้แซนกลับมาพร้อมผม
ระหว่างทางขับรถกลับบ้านเราสองคนแทบจะไม่ได้คุยอะไรกันเลย
พอถึงคอนโดมันบอกให้ผมอาบน้ำ จากนั้นมันก็อาบต่อหลังจากแต่งตัวเสร็จมันก็ให้
ผมไปนั่งคอยมันที่โซฟา เดี๋ยวมันจะมาคุยด้วย
ผมนั่งรอมันสักพักมันเดินเข้ามานั่งข้างๆ
ผมแล้วพูดว่า
"คิม...นายทำตัวแบบนี้ไม่ได้นะ..."
"ทำไม..ชีวิตเรา...ตัวเรานายจะเดือดร้อนกับเราทำไม"
ผมพูดออกไปแบบยังไม่ทันคิด ไอ้แซนได้ยินแค่นั้นก็ ใช้มือตบผมที่หน้าอย่างแรง
เล่นเอาผมหน้าชาไปทั้งหน้าเลย รอยแดงเป็นรูปมือของมันผลุดขึ้นมาที่หน้าผมทันที
ผมอึ้งจนน้ำตาไหลเลย พูดไม่ออก
มองหน้ามันและเข้าใจมันว่ามันตบผมทำไมไอ้แซนมองหน้าผมแล้วพูดว่า
"คิม....นายยังเห็นว่าเราเป็นเพื่อนนายหรือเปล่า..นายพูดแบบนั้นออกมาได้ไง
เราเสียใจนะ"
"เรา..........เรา....ขอโทษแซน.."
"ไม่เป็นไร..เราขอโทษที่ทำรุนแรงกับนายเหมือนกัน"
"อืมม..."
"คิม..นายเลิกทำตัวเลื่อนลอยแบบนี้สักทีนะ..มันจะทำให้นายเรียนไม่จบ
นะถ้านายมัวแต่เหมอลอยไปวันๆ แบบนี้"
"ก็เรา........."
"ทำไม.....เป็นอะไรไอ้สามจากไปเดือนหนึ่งแล้วนะ
นายทำตัวแบบนี้นายคิดว่าไอ้สามรู้เข้าจะดีใจหรอ"
"คือ....แซน...เรา"
"การที่นายทำตัวแบบนี้ วันๆ ไม่ทำอะไร มัวแต่นั่งเหมอลอยคิดถึงแต่มัน
ทำแบบนี้คงไม่ทำให้สามฟื้นขึ้นมาหรอกนะ"
"แซน...นายไม่เข้าใจ"
"ทำไมจะไม่เข้าใจ.....การที่เสียคนรักไป...ทำไมเราจะไม่เข้าใจ..คิม"
"แซน..นายรู้ได้ยังไงว่าเรากับสามเป็น......."
"เรารู้ก็แล้วกัน...ท่าทีของนายสองคนปิดเราไม่ได้หรอก"
"........แซนนายไม่รังเกียจเราหรอ"
"ไม่หรอก..เราเป็นเพื่อนนายนะ....เรารับได้อยู่แล้ว"
"แซน...ขอบใจนายมาก...ที่นายเข้าใจเราสองคนถึงแม้ว่ามัน....จะ"
"คิม...เราเป็นเพื่อนกันนะ...ไม่ว่านายกับสามจะเป็นอะไร...เราก็ยังคงเป็นเพื่อนกันเสมอ"
"แซน...."
"แต่นายทำตัวแบบนี้ไม่ถูกนะ....คิม"
"นายไม่เข้าใจเรา...แซน"
"ทำไมเราจะไม่เข้าใจ...คิม"
"นายเคยรักใครแล้วเสียเค้าไปหรอถึงได้รู้.... เราไม่เห็นนายมีแฟนซักที
เลย"
"ก็นายไง...คิม"
"อะไรนะ..."
"ใช่เรารักนายคิม
....อาจจะไม่สมควรแต่เราก็รักนายเหมือนกับที่สามรักนายเช่นกัน"
ผมได้ยินแค่นั้นก็มองไอ้แซนอย่างสงสัย ว่ามันรักผมได้อย่างไร
มันไม่เคยมีทีท่าที่จะรักผมเลยสักครั้งและตลอดเวลาที่ผมอยู่กับสาม
บางครั้งผมกับสามทะเลาะกัน มันเองจะคอยไกล่เกลี่ยเสมอ ผมถามมันว่า
"แซน... นายรักเราตั้งแต่เมื่อไหร่"
"คงพอๆ กับสามนั่นแหละเพียงแต่ว่าเราเห็นว่า นายชอบสามอยู่และ
สามก็ชอบนาย และเราเป็นเพื่อนกัน......เราเลยหลีกทางให้"
"แซน........."
"ใช่
เรารักนาย....เราเห็นคนที่เรารักมีความสุขกับเพื่อนที่เรารักเราก็ยินดี"
"แซน......ขอบใจนายมากนะ"
"ไม่เป็นไร...คิม"
"แล้วเรื่องที่นายรักเราสามรู้เรื่องหรือเปล่า"
"รู้ ...รู้มาตลอดแต่เราสองคนไม่เคยบอกให้นายทราบ"
"ทำไม....แซน"
"เราของร้องสามไว้
....เพราะไม่อยากให้นายทำตัวไม่ถูกถ้ารู้ว่าเราก็คิดกับนายเกินกว่าเพื่อนคนหนึ่ง"
ผมได้ยินเข้าอย่างนั้นก็เงียบไป พูดอะไรไม่ออก ในใจตอนนั้นสับสนพอสมควร
ผมบอกตัวเองว่าถ้าตอนนั้นผมรู้ว่าไอ้แซนคิดกับผมแบบไม่ใช่เพื่อนผมคงทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน
แล้วไอ้แซนพูดกับกับผมต่อว่า
"คิม...นายจะให้โอกาสเราดูแลนายแทนสามได้หรือเปล่า"
ผมได้ยินไอ้แซนบอกกับผมอย่างนั้น
ก็ยิ่งสับสนว่าสิ่งที่ผมได้ยินนั้นเป็นเป็นความจริงหรือเปล่า
ผมจะต้องทำอย่างไร ตอบตกลงให้ ไอ้แซนแฟนกับผม หรือจะปฏิเสธมัน
การปฏิเสธจะทำให้
มันเสียใจหรือเปล่า ผมเองบอกตัวเองไม่ได้จริงๆ
ว่าจะตอบมันอย่างไร ไอ้แซนยังคงมองตาผมและกุมมือผมไว้ในอุ้มมืออันอบอุ่นของมัน
เพื่อรอคำตอบจากผม
"แซน........คือเรา......."
"ทำไมล่ะ...คิม...."
"มันคงเป็นไปไม่ได้หรอกแซน คือตอนนี้เราไม่ได้รักนายแบบนั้น"
"มันจะเกิดขึ้นอีกไม่ได้หรอ คิม...เราขอโอกาสได้ มั้ย"
"แซน...................."
"นะ...คิม....นะ"
"นายไม่เข้าใจแซน"
ตอนนั้นผมก็ตัดสินใจบอกออกไปอย่างนั้น
ถึงแม้ว่าจะเป็นการทำร้ายจิตใจของเพื่อนที่ผมรักมากที่สุด
แต่ผมก็ต้องทำเพราะช่วงเวลานั้นผมไม่อาจที่จะรักใครได้อีกจริงๆ
สามยังคงนั่งอยู่ในหัวใจทั้งสี่ห้องของผมตลอดเวลา
ถึงแม้ว่าสามจะไม่สามารถกลับมาอยู่กลับผมได้เหมือนเดิมอีกแล้วก็ตาม
แต่แซนยังคงอ้อนวอนให้ผมให้โอกาสให้มันสักครั้ง
ถึงแม้ว่ามันจะเป็นโอกาสเพียงน้อยนิดแต่ขอให้มันได้ลอง
และขอให้ผมลองคบกับมันดู
"คิม...เรารู้เราคงมาแทนที่สามไม่ได้ แต่เราของโอกาสนะ
ขอให้เราดูแลคนที่เรารักด้วยเถอะนะ"
"แซน........."
"นะ...คิม..เราขอร้อง..เรารักนายจริงๆ"
ในที่สุดผมก็ยอม ความใจอ่อนของผม ความอ่อนแอของผม
ผมยอมให้ไอ้แซนเข้ามาทำหน้าที่แทนสาม
ถึงแม้ว่ามันจะดูไม่ถูกต้องในความคิดผม
แต่ผมก็ไม่อาจที่จะทำร้ายจิตใจเพื่อนที่ผมรักไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว
เพราะยังไงตอนนั้นผมก็เหลือไอ้แซนเพียงคนเดียวที่เข้าใจความรู้สึกของผม
แต่ผมบอกกับมันว่า
"แซนเราตกลง......แต่ขอบอกว่าเราขอเวลานะ"
"ได้.คิม...แค่นายให้โอกาสเรา เราก็ดีใจแล้ว ไม่ว่ามันจะนานแค่ไหน เราก็รอได้
ถ้าเมื่อไหร่นายทำใจได้ก็อย่าลืมเราก็แล้วกัน"
"อืมมม"
จากนั้นไอ้แซนโน้มตัวลงเพื่อจะจูบผม แต่ผมเอามือปิดปากมันไว้
เพื่อไม่ต้องการให้มันทำอย่างนั้นเพราะผมเองรู้สึกว่า
มันผิดที่จะมีอะไรกับไอ้แซนตอนนี้
เพราะมันจะเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นจากความใคร่
มากกว่าที่จะเกิดขึ้นเพราะความรัก ซึ่งไม่ยุติธรรมระหว่างผมกับมันเลย
ผมบอกมันว่า
"เดี๋ยวแซน....อย่า"
"อืม....ทำไมล่ะ"
"มันยังไม่ถึงเวลาแซน"
"เรา..ขอโทษ...คิม..."
"ไม่เป็นไรแซน ไปนอนดีกว่าดึกแล้ว...แซน"
"อืมม....ไป"
คืนนั้นภายในห้องผมนอนกอดแซน เอาใบหน้าของวางไปบนแผ่นอกของแซน
แซนโอบกอดที่ตัวผม
ความอบอุ่นที่เกิดขึ้นช่างคล้ายกับความอบอุ่นที่ผมได้รับจากสามถึงแม้ว่ามันจะไม่
เหมือนสักทีเดียว แต่มันก็ทำให้ผมสุขใจได้พอสมควร
เราสองคนไม่มีอะไรเกินเลยกว่านั้นอีก
จนเช้าผมตื่นขึ้นมาบนอ้อมแขนของแซน
ผมแกะแขนของแวนที่กอดผมอยู่ออกโดยแซนยังคงนอนหลับสนิทอยู่
จากนั้นผมจึงลุกขึ้นแต่งตัว ตั้งใจว่าจะไปทำบุญให้กับสาม
หลังจากแซนตื่นมาผมเลยบอกให้ไปอาบน้ำและชวนมันไปด้วย
"แซนตื่นแล้วหรอ..."
"อืมมม....คิมตื่นนานแล้วหรอ"
"เออ....เร็วรีบอาบน้ำแต่งตัวเดี๋ยวเราอยากจะไปทำบุญให้สามเค้า"
"อืมม...ที่ไหนล่ะ"
"คงเป็นที่วัดสุทัศน์ ที่นั้นเราไปทำสังฆทานกับสามบ่อย"
"ได้....เดี๋ยวนะ"
แซนลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวโดยผมออกไปนั่งรอ ดูทีวีที่โซฟาข้างนอกห้อง
สักพักเราก็ออกเดินทางไปทำบุญให้กับสามที่วัด
วันนั้นผมอธิฐานว่า
ถ้าสามรู้ว่าเกิดอะไรกับผม ช่วยมาบอกผมหน่อยว่าผมจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ดี
และอยากรู้ว่าสามจะเต็มใจและดีใจหรือเปล่า ถ้าผมกับแซนจะคบกันแบบแฟน
คืนนั้นผมกับแซนได้เป็นของกันและกันอย่างสมบูรณ์
คำตอบที่แซนต้องการจากผมก็ได้คำตอบในคืนนั้น
ผมรู้สึกผิดในใจตลอดเวลาว่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่ผมทำมันอยู่ไปนั้นมันถูกต้องหรือเปล่า
สามจะโกรธผมหรือเปล่า ผมต้องการความอบอุ่นจากแซนหรือเปล่า
ตอนนั้นผมตอบตัวเองไม่ได้จริงๆ
จึงคงต้องปล่อยให้มันเป็นไปอย่างนั้นและทำมันให้ดีที่สุดก็พอ
แล้วเราสองคนก็หลับไปพร้อมกัน
ผมบอกกับตัวเองว่าความรักของผมครั้งนี้จะยืนยาวหรือเปล่าไม่รู้
ผมขอทำมันให้ดีที่สุดก็พอ
ผมกับแซนคบกันได้ไม่นานก็เหมือนเวลาของเราสองคนถึงจุดสิ้นสุด
มันเป็นเหตุการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นกับทุกๆ
คน ที่มีความรับแบบผม (ชายกับชาย)
มัมเริ่มจากผมได้รู้ว่าแซนกำลังไปคบกับผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่คณะฝั่งตรงข้าม
ผมไม่โกรธแซนเรื่องที่เขาไม่มีคนอื่นและดีใจที่แซนได้พบกับความจริงของชีวิตที่ผู้ชายจำต้องคู่กับผู้หญิง
แต่โกรธที่บอกผมกลับเก็บเป็นความลับจนในที่สุดผมไดเรับรู้ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากเพื่อนคนอื่น
วันนั้นผมเรียนภาคปฏิบัติอยู่
ไอ้เก่งเพื่อนของผมก็มาถามผมถึงเรื่องระหว่าแซนกับผู้หญิงคนนั้นว่าเป็นอย่างไร
ผมงงเล็กน้อยเพราะผมไม่เคยรู้มาก่อน ผมก็บอกไปตามตรงว่าไม่รู้
ในใจตอนนั้นเหมือนมีใครมีตบหน้าผมอย่างแรง
มันอึ้งและอื้อไปเลย
แต่ผมก็พยายามเก็บกดความรู้สึกนั้นไว้ไม่ให้เพื่อนได้รู้เพราะกลัวว่าแซนจะเดือดร้อน
แต่ตอนนั้นก็เกือบไปเหมือนกันเพราะตอนนั้นหลังจากที่ผมได้รู้พอคลอยหลังเพื่อนๆ
ผมแทบยืนไปอยู่เลยทีเดียวผมพยายามควบคุมสติตัวเองรีบเดินไปที่ห้องน้ำทันที
พอผมเดินเข้าไปก็รีบปิดประตูจากนั้น
น้ำตาลูกผู้ชายก็ไหลออกมาแบบชนิดไม่อาจจะยับยั้งไว้ได้
ผมยังคงยืนปล่อยให้น้ำตามันไหลออกมาจนในที่สุด
ผมก็บอกกับตัวเองว่าต่อไปก่อนที่ผมจะรักและมอมหัวใจให้ใครผมคงต้องใช้สติมากกว่านี้
จะไม่ให้ความรู้สึกอ่อนแอและเดียวดายมาเป็นตัวกำหนดมันอีกแล้ว
หลังจากนั้นผมก็เช็ดหน้าเช็ดตาแล้วขับรถกลับคอนโดทันที
หลังจากวันนั้นผมไม่พูดกับแซนอีกเลย ผมทำเหมือนไม่รู้จักกับมัน
ไม่ใช่เพราะว่าผมเกลียดมันแต่เป็นเพราะตอนนั้นผมอ่อนแอเกินไปที่จะเผชิญหน้าและพูดคุย
ผมยังคงปล่อยชีวิตให้เหมือนกับครั้งที่ผมเสียสามไป และครั้งนี้เอง
ผลกระทบจากการทำชีวตที่แหลวแหลกของผมทำให้การเรียนของผมตกต่ำจนถูกรีไทร์ออกจากสถาบันตอนเทอม
2 ปี 2 ด้วยเกรดเฉลี่ยไม่ถึง 1.90
มันเป็นบทเรียนที่ทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดกับความรักที่ผมได้เจอมากที่สุด
และผมก็ขอว่าต่อไปขอให้ความรักของผมไม่ต้องพบเจอกับการหลอกลวงอีก
บทเรียนครั้งนี้ทำให้ผมเข้มแข็งขึ้นมากและเป็นการเปลี่ยนรูปแบบการดำเดินชีวิตของผมไปอีกบทบาทหนึ่ง
หลังจากที่ผมถูกรีไทร์จากวิทยาลัย ผมกลับไปอยู่บ้านเพื่อรอเทอมใหม่
เพื่อจะไปสมัครเรียนที่มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง
ทำให้ผมได้รู้จักรูปแบบและเรื่อราวชีวิตและความรักใหม่ๆ
ได้รับรู้และเรียนรู้สังคมของคนแบบเราๆ
มากขึ้น
สามยังคงเป็นผู้ชายคนเดียวที่ผมรู้สึกรักอย่างหมดหัวใจ
ผมไม่อาจตอบตัวเองได้ว่าผมจะสามารถรักใครได้อย่างสามอีกหรือเปล่า
แต่ผมก็ขอให้ผมได้เจอกับความรักอีกครั้งและผมสัญญากับตัวเองว่าผมจะทำมันให้ดีที่สุด
วันแรกแห่งการที่ผมได้เข้ามาเรียนที่หมาวิทยาลัยแห่งนี้
ผมเริ่มรู้จักอินเตอร์เน็ตเป็นครั้งแรกตอนอยู่ปี
1
คณะวิชาของสาขาที่ผมเรียนทำให้ผมมีส่วนเกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์
วิชาที่ผมเรียนค่อนข้างยากพอสมควร
ซึ่งตอนแรกผมคิดว่ามันจะง่าย
ทำให้เกรดเทอมแรกที่ออกมาทำให้ผมต้องทบทวนความแน่ใจของตัวเองที่จะเรียนในสาขานี้
ก่อนนี้เพื่อจะรู้ว่าผมจะทำอย่างไรกับชีวิตการเรียนอย่างไรดี
ผมของเล่าเรื่องราวความรักของ
ที่เกิดขึ้นระหว่างที่ผมเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้
มันเกิดขึ้นตอนที่ผมได้เพิ่งรู้จักกับอินเตอร์เน็ตซึ่งเมื่อประมาณ 6 - 7
ปีที่แล้ว
ก่อนที่พิษเศรษฐกิจจะทำให้ชีวิตของผมเปลี่ยนแปลงจากความเป็นอยู่ที่เหมือนกับคุณหนูทั่วไป
มีรถขับ มีเงินทองให้ได้เหลือเฟือ อยู่คอนโดหรูหรานั้น
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
อาจดูไม่ถึงกับมีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากมาย
เพราะโชคดีที่บ้านผมโดนช้ากว่าคนอื่นจึงพอที่จะตั้งตัวทัน
และเงินหมุนเวียนส่วนใหญ่ของบ้านผมใช้เป็นเงินสด
แต่เพราะมีแต่รายจ่ายแต่ไม่มีรายได้เข้ามา
เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่เจอพิษเศรษฐกิจทำให้ไม่มีเงินมาชำระ
ส่วนผมต้องหาเงินไปจ่ายค่าของต่างที่สั่งเข้ามา
เพื่อรักษาเครดิต
ผม พี่น้องของผม
และพ่อแม่ผมขายทรัพย์สินหลายอย่างทิ้งเพื่อนำเงินมารักษาสภาพคล่องให้กับทางบ้าน
ตอนนั้นเรียกว่ากว่าจะเข้าที่เข้าทางก็หนักพอดู
พ่อแม่สูญเงินไปตรงนั้นหลายสิบล้านบาท
(เป็นหนี้สูญเสียส่วนใหญ่)
จากนั้นผมและพี่ๆ น้องๆ ย้ายเข้ามารวมกันอยู่บ้านแทน
ซึ่งเป็นบ้านที่ซื้อเอาไว้แต่ไม่มีใครอยู่เพราะมันไกลจากที่ผมเรียนมาก
แต่ก็เป็นการลดค่าใช้จ่ายต่างๆ
ลงได้มาก เรียกว่าต้องช่วยๆ กันไป
อย่าไปคิดถึงมันเลยมาต่อเรื่องของเราดีกว่า
หลังจากผมได้รู้จักกับการเล่นอินเตอร์เน็ต การ Chat ที่ห้องเกย์
ทำให้ผมได้รู้จักเพื่อนๆ
ที่เป็นเพื่อนกับผมมากมาย และได้มีการติดต่อกับหลายคน
แต่ก็ไม่มีอะไรเกินเลยกว่าการ
กินข้าว ดูหนัง เที่ยวตามสถานที่ต่างๆ
เพื่อนคงสงสัยว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้อย่างไร
เพราะหลายคนที่นัดเจอกับคนในเน็ตนั้น
ส่วนใหญ่ต่างจบลงด้วยการแลกเปลี่ยนลีลาของอารมณ์
ความใคร่กันทุกคน
แต่เรื่องนี้ไม่เกิดขึ้นกับผมแน่นอน ผมยังคงมีสามอยู่ในใจ
และสำหรับผมความรักจะมีแรงผลักดันเกินกว่าความใคร่ที่พบตรงหน้า
ฉะนั้นผมจะไม่ยอมมที่จะนอนกับใครถ้าผมและเค้าคนนั้นไม่เป็นแฟนกันเสียก่อน
ทำให้คนที่เข้ามาหลายๆ คนอดทนรอที่จะให้ความรักเกิดขึ้นได้
และห่างหายกันไปตามกาลเวลาที่ยังเดินต่อไรเรื่อยๆ
โดยไม่หยุดที่จะรอให้เราพร้อมจะเจอเหตุการณ์ต่างๆ ตามที่ใจเราต้องการได้
และแล้ววันหนึ่งความรักก็ได้ผ่านเข้ามาในชีวิตของผมจนได้
แม้มันเป็นเพียงเวลาสั้นๆ
แต่ก็ทำให้ผมได้เรียนรู้ชีวิตและการปฏิบัติในบทบาทที่ผมต้องการจริงๆ
มันเกิดขึ้นตอนผมได้รู้จักเด็กมัธยมคนหนึ่ง
จากการแนะนำจากเพื่อนๆ
ในอินเตอร์เน็ตจากการนัดบอร์ดครั้งหนึ่ง
วันนั้นผมนั้นเพื่อนในเน็ตคนหนึ่งและทำให้ผมได้รู้จักกับเค้าคนนี้
เด็กคนนี้อายุอ่อนกว่าผม 6 ปี อยู่ ม.4 โรงเรียนแห่งหนึ่งแถววิทยาลัยเก่าของผม
เด็กคนนั้นชื่อ เหลียง เหลียงเป็นเด็กหน้าตาดี จากชื่อคงรู้ว่าต้องผิวขาวแน่ๆ
ครับ สูงพอๆ กับผม สุดตาผมตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน
แต่ผมไม่รู้ว่าเค้าจะพอใจผมหรือเปล่าเพราะผมอายุมากกว่าเค้าพอสมควร
แต่สรุปว่าวันนั้นผมก็ได้เบอร์โทรศัพท์ของเค้าจนได้(ความสามารถเฉพาะตัวห้ามเลียนแบบ)
ตกตอนกลางคืนพอถึงที่คอนโด ผมก็ลองโทรไปหาคุยกับน้องเหลียง
ตอนแรกน้องเหลียงดูงงๆ
เล็กน้อยที่ผมโทรไปหาเค้า แต่ก็คุยกันเป็นปกติดี
ทำให้มิตรภาพของเราสองคนเริ่มก่อตัวตั้งแต่คืนนั้นเป็นต้นมา
"พี่คิม
รอนานไหมครับ"
"ไม่นานหรอก
แล้วกินอะไรมาหรือยัง"
"ยังเลยพี่
หิวจะแย่แล้ว"
"งั้นไปกินข้าวร้าน S&P ก็แล้วกันนะ"
ผมกับน้องเหลียงจะนัดเจอกันทุกๆ เย็นวันศุกร์ที่เวิลด์เทรด
เราสองคนจะไปทานข้าว
ดูหนัง หรือเดินเที่ยวกัน
บางครั้งเราก็จะเที่ยวกันต่อที่สีลม โดยจะนัดเพื่อนๆ
ของน้องเลียงมาด้วย
ผมกับน้องเค้าแสดงตัวให้เพื่อนเค้ารู้ว่าเราเป็นแฟนกัน
มีเพื่อนของน้องเหลียงบางคนดูจะไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่
แต่ผมกับน้องเหลียงไม่ได้สนใจอะไร
คืนนั้นหลังจากที่ร้านปิดมันเป็นวันศุกร์น้องเลี้ยงตกลงจะไปนอนค้างกับผมที่คอนโด
เราสองคนไปถึงคอนโด ผมเอารถไปจอดจากนั้นก็ชวนน้องเค้าไปหาอะไรทานก่อน
มาสรุปกันที่ก๋วยเตี๋ยวหน้าปากซอย
เลยพาเดินกันออกไปกิน
หลังจากนั่งกินก๋วยเตี๋ยวเสร็จ ผมกับน้องเค้าก็เดินกลับมาที่คอนโด
ในซอยตอนนั้นเงียบมากเลยครับขนาดเกือบจะตีสี่แล้วแต่ก็มีคนเดินบ้าง
ซอยคอนโดของผมค่อนข้างจะจอแจในเวลากลางวันเนื่องจากคนอยู่กันเยอะพอสมควร
ผมกับน้องเหลียงเดินกลับถึงคอนโดพอเข้าไปในห้องผมก็บอกให้เค้าอาบน้ำเพื่อจะได้นอนกัน
น้องเหลียงมีอาการอิดออดเล็กน้อย
เพราะอยากจะนอนเลยแต่ผมก็บังคับให้น้องเค้าอาบจนได้
แต่น้องเค้าก็มีข้อแม้ว่าผมจะต้องอาบพร้อมกับน้องเค้าด้วย
"เหลียง
อาบก่อนเลยนะ
"
"ไม่อาบไม่ได้หรอพี่
ง่วงแล้วอ่ะ"
"ไม่ได้
.พี่ก็ง่วง
."
"เออ
งั้นพี่อาบพร้อมผมได้เปล่าล่ะ"
"ตามใจ
งั้นเข้าไปอาบก่อน
พี่ขอหยิบชุดเตรียมไว้ก่อนนะ"
"ครับ
."
น้องเหลียงส่งยิ้มเป็นนัยๆ ให้ผมเล้กน้อยจากนั้นน้องเค้าก็ถอดเสื้อออก
ตามด้วยกางเกงขาวยาวที่ถูกปลอดลงมากองกับพื้น
ผมจัดการหยิบมันมาพับเพื่อผึ่งไว้ที่ราว
โดยที่น้องเหลียงยังคงยืนใส่กางเกงในตัวเดียวรอผมอยู่หน้าห้องน้ำ
ผมเลยพุดไปว่า
"ไป..เข้าไปอาบได้แล้ว
จะยืนยั่วพี่หรือไง"
"ก็รอพี่คิม..ก่อน
"
"งั้นถอดกางเกงในออกมา..จะได้ไม่อับ"
"ไม่เอาผมอาย
พี่ไม่เห็นถอดบ้างเลยอ่ะ"
"อายอะไร
ผู้ชายเหมือนกัน
ไหนบอกจะให้พี่อาบด้วยไง..แค่นี้ก็อายแล้ว"
"ก็
เดี๋ยวสิพี่
รอถอดพร้อมพี่คิมดีกว่า"
"งั้นยืนรอไปก่อน..พี่หยิมผ้าเช็ดตัวก่อน"
ผมพุดเสร็จก้เดินไปหยิมผ้าเช็ดตัวมาเตรียมไว้ที่ปลายเตียง
โดยไม่ลืมที่จะหยิบกางเกงขาสั้นอีก
2
ตัวมาเตรียมไว้โดยที่น้องเหลียงยังคงยืนบิดไปมาอยุ่หน้าห้องน้ำเพื่อคอยผม
หุ่นของน้องเค้าก็ดีพอควร ไม่ผอมมากยังพอมีกล้ามเนื้อเล็กๆ
ให้เห็นพอยั่วน้ำลายได้เหมือนกัน
ผิวก็ขาวซะแบบชนิดไม่เกรงใจใครเลย
ทำเอาผมใจสั่นไปเหมือนกัน
จากนั้นก็จัดการกับเสื้อผ้าของตัวเองโดยจับมันออกไปกองไว้ในตะกร้าหน้าห้องน้ำ
จนเหลือแต่กางเกงในตัวเดียวเหมือนๆ
กับน้องเหลียวก่อนที่จะถอดมันออกให้เหมือแต่เพียงร่างกายที่เปลือยปล่าว
ผมก็เงยหน้าพร้อมกับบอกให้น้องเหลียงถอดมันออกเช่นกัน
น้องเหลียงยืนมองผมแก้ผ้าแบบจองจนผมอาบไปเหมือนกัน
"อ้าว..มองอะไรอยู่ถอดออกได้แล้วจะได้อาบน้ำ
"
"ครับพี่"
น้องเหลียงก็จัดการถอดปราการด่านสุดท้ายออกลงไปกองกับพื้นเกือบพร้อมกับผมจากนั้นก็วิ่งหายเข้าไปในห้องน้ำโดยไม่ยอมที่จะเปิดไฟก่อน
ปล่อยให้ผมต้องจัดการหยิบกางเกงในของผมและน้องเค้าใส่ลงตะกร้าให้เรียบร้อยก่อนจากนั้นก็เปดไฟห้องน้ำก่อนที่จะก้าวเข้าไปในห้อง
ผมเห็นน้องเหลียงยืนอยู่ที่ผมห้องโดยใช้มือปิดส่วนนั้นเอาไว้
มองมาที่ผมที่ยืนเปลือยเปล่าเหมือนกับเค้า
ผมยิ้มให้น้องเค้าพร้อมกับเอ่ยไปว่า
"ยืนทำท่าอย่างนั้นเป็นอะไรหรอ"
"คือว่า
ผมไม่เคยอาบน้ำกับใครมาก่อน.."
"จริงอ่ะ
ไม่เชื่อหรอก..เหลียงเป็นคนชวนพี่เองนะ"
"ก็พูดไปอย่างนั่นแหละ..พี่"
ผมยิ้มไม่พูดอะไรต่อ จัดการดึงตัวน้องเค้าเข้ามาหาผม
น้องเค้าขัดขืนเล็กน้อยแต่ก็ยอมแต่โดยดี
ผมจขัดการเปิดน้ำปล่อยให้สายน้ำค่อยสาดสายลงมากระทบร่างกายของเราสองคน
โดยผมยังคงโอบกอดตัวของน้องเหลียงไว้ในอ้อมแขน
น้องเหลียงยังคงยืนเกร็งอยู่ในวงแขนของผม
โดยเหมือนกับว่ายืนคอยรับไออุ่นจากร่ายกายของผม
เนื้อตัวของเราสองคนเสียดสีกันไปมา ผมยิ้มอย่างมีควาสุข
ผมคิดไปว่าน้องเหลียงเองก็คงมีความสุขเหมือนกับผม
เหลียงยังคงยืนก้มหน้านิ่งปล่อยให้ผมลูบไล้ไปตามร่างกาย
ผิวพรรณที่ขาวละเอียดพอโดนน้ำอุ่นก็เปลี่ยนเป็นสีชมพูสวย
ผมอดใจไม่ไหวอีกต่อไป
ผมเลื่อนมือจับใบหน้าของน้องเค้าเงยหน้าขึ้น สายตางของเราสองคนประสานกัน
ผมอ่านจากสายตางของน้องเค้า
น้องเหลียงดูประหม่าเล็กน้อยเหมือนกันคนที่ยังไม่เคยมาก่อน
ผมยิ้มพร้อมกับพูดออกไปว่า
"เหลียง
รักพี่หรอเปล่า
"
"อืม
"
เหลียงไม่ยอมตอบ ผมเลยเหมาเอาเป็นว่าน้องเค้ารักผม ผมเลยจูบปากน้องเค้า
โดยที่หน้องเหลียงยังคงยืนเปลือยเปล่าเช่นเดียวกับผมอยู่ในวงแขนของผม
น้องเหลียงจูบตอบเช่นกัน
อารมณ์ของเราสองคนตอนนั้นพลุกพล่านอยากที่จะระงับเอาไว้ได้
ร่างกายของเราของคนแทบจะกลายเป็นเนื้อเดียวกัน
ท่ามกลางสายน้ำที่ยังคงรินไหลทอดยาวไปตามร่างกายของเราสองคน
ละอองน้ำที่ยังคงเปียกชุ่มตามร่างกาย
เหมือนกับความชุ่มฉ่ำที่ที่เราสองคนกำลังถ่ายทอดให้กันและกัน
ลิ้นของผมยังคงพัวพันเข้าไปในปากของน้องเหลียงโดยที่เค้าใช้ลิ้นของเค้าสัมผัสกับลิ้นของผมอย่างดูดดื่ม
มือของเราสองคนก็ต่างลูบไล้ไปตามร่างกายของการและกัน
ผมเลื่อนริบฝีปากของผมค่อยจูบไปตามแก้มทั้งสองข้างของน้องเหลียง
เลื่อนต่ำมาที่ลำคอ แผ่นอก
หัวนมทั้งสองข้างผมบรรจงใช้ริมฝีกปากขบมันที่ส่วนยอดเบา
น้องเหลียงเลื่อนมือมาบีบที่แผ่นหลังของผมเบา พร้อมกับส่งเสียงครางออกมาเบา
ลีลารักของเราสองคนต่างถ่ายทอดออกกมาไม่ต่างกับบทรักไหนๆ
ในที่สุดน้องเหลียงก็ถึงจุดคามือของผม
น้องเหลียงกอดผมแน่นมาก
เสียงลมหายใจของน้องเค้า
แรงและดังผ่านออกมาแข็งจากสายน้ำที่ยังคงทอดยาวออกจากฝักบัวอยู่อย่างเดิมตั้งแต่เริ่มเกมส์
จนจบเกมส์สายน้ำก็ยังคงทอดยาวอยู่อย่างนั้น
ผมจัดการชำระล้างร่างกายทั้งของผมและของน้องเหลียง
เราสองคนผลัดกันลูบไล้สบู่ไปตามร่างกายของกันและกัน
น้องเหลียงกระซิบที่ข้างหูผมบอกกับผมว่า
เค้ารักผม ผมยิ้มตอบไม่พูดอะไรต่อ
ในใจของผมตอนนั้นอยากจะบอกน้องเค้าว่าผมก็รักเค้าเช่นกัน
แต่ก็ต้องเก็บกดมันเอาไว้
เพราะผมยังรู้สึกว่าความรักของผมที่มีต่อน้องเค้ายังไม่ถึงเวลาที่จะบอกออกไปเพราะ
ภายในจิตใจส่วนลึกของผมยังไม่ลืมสามคนที่ผมรักมากที่สุด สามคนที่ดีกับผมเสมอ
สามคนที่ตอนนี้เค้าไม่อยู่กับผมอีกต่อไปแล้ว
เค้าจากไปพร้อมกับหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักที่ผมมีให้กับเค้า
ผมเหมือนเห็นแก่ตัวที่ไม่บอกรักกับน้องเค้า ทั้งๆที่หัวใจของผมรู้สึกอย่างนั้น
ผมเพียงแต่ยิ้มพร้อมกับจูบที่แก้มของน้องเค้าเบาๆ ผมว่าน้องเค้าคงรับรู้ได้เอง
ผมเองตอนนั้นยังไม่พร้อมจริงๆครับ
หลังจากอาบน้ำเสร็จผมกับน้องเหลียงนอนกอดก่ายกันบนเตียงโดยกางเกงที่เตรียมเอาไว้ก็ยังคงถูกว่างเอาไว้อย่างนั้น
เราสองคนนอนเปลือยเปล่าปล่อยให้เนื้อตัวได้สัมผัสกันและกันภายใต้ผ้าผมผื่นใหญ่ที่ปกคลุมร่างกายของเราเอาไว้
เตียงที่ผมเคยนอนกับสามคนที่ผมรักมากที่สุด
เตียงอาศัยความผมไออุ่นของแซนคนที่พยามเข้ามาแทนที่สาม
และกระชากความรู้สึกดีๆ
ของผมไป ตอนนี้ผมกำลังกอดน้องเหลียงอยู่ในอ้อมแขน
คนที่กำลังทำให้ความรักของผมแบ่งบานขึ้นมาอีกครั้ง
ไม่รู้ว่ามันจะสมบูรณ์แบบหรือเปล่าแต่ผมก็สัญญากับตัวเองว่าผมจะพยายามทำมันให้ดีที่สุด
ถึงแม้ว่าผมยังมีสามอยู่ในส่วนลึกของหัวใจก็ตามที
ผมจะให้น้องเหลียงเป็นส่วนหนึ่งของหัวใจของผมอีกคน
ความรักที่ผ่านมาผมว่ามันเป็นบทเรียนที่ดี
เป็นเหมือนสายลมที่พัดผ่านมาให้เราได้เย็นใจเพียงช่วงเวลาหนึ่ง
ระยะเวลาของมันขึ้นอยู่ว่าเราจะรักษามันเอาไว้ได้นานสักแค่ไหน
เพื่อนว่ามันเป็นอย่างนั้นหรือเปล่าครับ
หัวใจของคนเราก็เหมือนแก้วเปล่าใบหนึ่งในขณะที่ความรักก็เหมือนก้อนกรวดที่ถูกใสเข้าไปเติมมันให้เต็ม
ขึ้นอยู่ความรักของเราจะใส่มันเข้าไปสักกี่ก้อน เหมือนกับความรักที่ผมมีกับสามที่เป็นเหมือนก้อนกรวนก้อนใหญ่
ที่ถูกเติมลงใส่ไปหัวใจผมจนเต็มจนแทบไม่มีช่องว่างพอที่จะใส่อะไรลงไปได้อีก
แต่ไม่นานนักสิ่งที่ดูเหมือนมันเต็มอยู่แล้วก็มีเม็ดทรายน้อยของความห่วงใย
ดูเหมือนมันจะเบาและไร้ค่า
แต่มันก็สามารถเข้าไปแทรกเพื่อเติมเต็มช่องว่าง ระหว่างก้อนหินที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดจนอัดแน่นจนเต็มเปี่ยม
แก้วที่เคยเปล่าในตอนนั้น
มารู้สึกตัวอีกทีก็ดูเหมือนไม่มีช่องว่างเหลือเอาไว้อีกต่อไปแล้ว
จนดูเหมือนว่ารักนั้นครั้งนี้จะเป็นรักที่สมบูรณ์แล้ว
แต่หลังจากที่ผมเลิกกับแซนแล้วมาเจอกับน้องเหลียง
สิ่งที่ดูเหมือนว่าเต็มแล้วมันก็สามรถใส่ลงไปได้อีก
เพราะความรักของน้องเค้าที่มีให้กับผมที่ผมรู้สึกได้ตอนนั้น ก็เปรียบเหมือนกับสายน้ำที่ถูกบรรจุลงไปในแก้ว
เพื่อเป็นการตอกย่ำความแน่นหนาของก้อนกรวดและเม็ดทรายให้แน่นยิ่งขึ้น
มันดูเต็มเปี่ยมและมันคงและอาจจะสมบูรณ์ที่สุด
รอวันเวลาแปรเปลี่ยนเป็นดินดีให้เมล็ดพันธุ์ของความรักงอกเงยขึ้นมา
ผมเชื่ออย่างนั้นนะครับ
ผมเริ่มต้นจากบทความตอนจบของตอนที่แล้วที่ผมอยากจะให้มันเป็นตอนสุดท้าย
แต่มันก็ไม่เป็นอย่างที่ผมคิด
หลังจากที่ผมคบกับน้องเหลียงได้สักพักก็ถึงคราวที่เราสองคนต้องจบเรื่องราวแห่งความสวยงาม
ช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นลงเพราะ
ต่างคนเมื่อคบกันไปก็เริ่มรับรู้ว่าใครต้องการอะไร
ความเป็นเด็กของน้องเหลียง
ที่ยังต้องการไขว้คว้าหารักที่ดีที่สุดยังไม่ถึงวาระที่สิ้นสุด
ตรงข้ามกับผมที่ไม่ต้องการที่จะไขว้คว้าหามันอีก
มันจึงต้องจบลงด้วยความเข้าใจกัน
เราสองคนแปรสภาพกลายเป็นพี่เป็นน้องที่ดีต่อกัน ห่วงใยดูแลกันและกันอยู่ห่างๆ
โดยไม่คิดหวนให้วันเวลาที่ดีครั้งเก่าย้อนกลับมาอีกครั้ง
เพราะยังไเราทั้งคู่ยังต้องมีชีวิตที่ต้องดำเนินต่อไปข้างหน้าอีกยาวไกลนัก
ผมนายคิม ที่เคยรักคนชื่อสามอย่างหมดหัวใจ รักครั้งแรกที่ดูสวยงาม
ผมนายคิมคนที่เคยได้รับความห่วงใยอันอบอุ่นจากคนชื่อแซนอย่างคนที่สิ้นหวัง
และไม่มีทางออก
ผมนายคิมเคยมีความรักที่สดชื่นสดใสเหมือนสายน้ำกับรุ่นน้องที่ชื่อเหลียง
และจบลงด้วยความเข้าใจ ดูเหมือนตอนนี้ดินที่ถูกเตรียมเอาไว้ในแก้วหัวใจนั้น
กำลังรอเมล็ดพันธ์แห่งความรักที่อยากจะเติมโตของใครคนหนึ่งอยู่
เวลาที่เดินไปก็นำพาสิ่งๆ
นั้นมาจนได้
มันเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ผมรับรู้กับคำว่า "รัก" ที่ครบถ้วน
รับรู้ว่า
"รัก" ไม่มีเพียงด้านที่สดใสแค่ด้านเดียว รับรู้ว้า "รัก"
ก็เหมือนอะไรที่ยากที่จะเข้าใจแต่เราก็พยามไขว้คว้ามันตลอดเวลา
"รัก" ความว่าเปล่าของชีวิตสำหรับผม เรื่องราวที่ผมกำลังจะเล่าให้เพื่อนๆ
ได้รับรู้ต่อไปนี้จะเป็นเหมือนบทเรียนครั้งสุดท้ายของผมที่ครั้งหนึ่งเคยไขว้คว้าหา
"รัก" และสุดก็ได้รับบทเรียนต่างๆ จนสามารถรับรู้ว่า "รัก"
ก็คือภาชนะที่ถูกบรรจุ
ด้วยความห่วงใย ความเอื้ออาทร ความกังวล ความปรารถนา
ความปลิ้นปล้อน หน้ากาก
เบื้องหน้า ความผิด ความจริง ความหลัง อดีต ปัจจุบัน
วันข้างหน้า สุดท้ายถ้าเราเทมันออกมาก็เหมือนเพียงความว่างเปล่า
และตัวเราเพียงคนเดียว ใช่ครับ แล้วทุกอย่างมันก็กลับคืนสู่ข้างใน
ความเป็นตัวเราเอง
พอผมเลิกกับน้องเหลียงได้ไม่นานผมก็มาพบกับคนที่ผ่านเข้ามาและผ่านออกไปมากมาย
และเป็นช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินชีวิตของผม
ช่วงนั้นผมย้ายเข้ามาอยู่บ้านแล้วเพราะพิษเศรษฐกิจที่ผมเล่าให้ฟัง
ผมมาอยู่บ้านได้สักพักตอนั้นผมอยุ่ประมาณ ปี 2 เทอม 2 ผมได้พบกับคนๆ หนึ่ง
เป็นคนหน้าตาดี น่ารักมากๆ ผิวขาวอมชมพู
ผมรู้จักเค้าคนนี้จากการแนะนำจากเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่ง
เราสองคนเรียนรู้กันและกันไม่นานนักเราก็มีอะไรกัน
โดยที่ผมเองเป็นฝ่ายเริ่มบทรักให้กับเค้าคนนั้น
ในค่ำคืนหนึ่งหลังจากกลับมากจากการเที่ยวของเราสองคน คนคนนี้เค้าชื่อ "โย"
เป็นคนที่เรียกว่าจัดว่าหน้าตาดีเลยทีเดียว ช่างคุย
แต่เสียดายที่จะค่อนข้างแสดงออกมากไปหน่อย
แรกๆ
ผมเองก็ไม่รู้ว่าเค้าจะแสดงออกมาขนาดนี้เรียกว่า กระเทย ก็ว่าได้
แต่ระยะแรกคือประมาณ
6 เดือนที่เราคบกันนั้น ผมเองก็เหมือนถูกปิดหูปิดตา
หรืออาจจะด้วยความช่างดูแล
ความห่วงใย ช่างเอาใจ ของโย
ทำให้ผมมองข้ามเปลือกนอกที่เค้าเองพยามห่อตัวเองเอาไว้
เพื่อปกปิด ท่าแท้
ที่แท้จริงของตัวเองไว้ แต่จนแล้วจนรอดผมก็รับรู้เข้าจนได้ว่าเค้าเป็นอะไร
เพราะยังไงอยู่ด้วยกันบ่อยๆ เข้ายังไก็ไม่สามารถปิดเอาไว้ได้
แต่ผมก็เหมือนกับว่าความสงสาร ความรู้สึกดีๆ
และก็ไม่รู้อะไรก็ตามแต่ทำให้ผมไม่สนในว่าเค้าจะเป็นอะไร
หรือความจริงคืออะไร
ผมกลับยอมคบกับเค้าต่อไปโดยมองข้ามสิ่งๆ นั้นไปและไม่คิดอะไรมาก
ขอให้วันเวลาที่มีอยู่ให้เราสองคนมีความสุขก็พอ เค้าจะเป็นอย่างไรผมไม่สนใจ
แต่สุดท้ายดูเหมือนมันจะไม่มีประโยชน์อะไรสักเท่าไหร่
สำหรับเค้าเพราะเมื่อถึงเวลาที่เค้าเองไม่สามารถใช้หน้ากากอันนั้นต่อไปได้
มันก็เกิดความรู้สึกอับอายที่ผมได้รับรู้ว่าที่จริงแล้วเค้าเป็นคนอย่างไร
เค้าก็ไม่อาจที่จะบากหน้าอยู่กับผมต่อไปได้อีก ตัวเค้าเองต้องหาหลักเพื่อเกาะ
ไม่ใช่สิ ต้องเรียกว่าโรงละครเพื่อจะได้เล่นบทบาทของเค้าต่อไป
โดยผมกลับกลายเป็นเพียงโรงหนึ่งที่เคยต้อนรับดาราเจ้าบทบาทคนหนึ่งเท่านั้น
ตลอดเวลา 2 ปีกว่าที่ผมอยู่กับโย โยได้ให้ความห่วงใย คอยดูแลเอาใจใส่
และทำหน้าที่จะเรียกว่าอะไรดีล่ะ
เอาเป็นคู่คิดที่ดีก็แล้วกัน
ให้กับผมอย่างเรียกว่าครบถ้วนที่สุด แม้แต่ในช่วงเวลานั้น
โยก็ทำได้ชนิดไม่ขนาดตกบกพร่องจริงๆ
เพื่อนคงสงสัยแล้วว่าอะไรมันจะครบเครื่องขนาดนี้
เอาเป็นว่าผมหยิบยกมาเขียนให้เพื่อนฟังสักครั้ง ในหลายๆ
ร้อยครั้งที่เรามีอะไรกันก็แล้วกัน
เราสองคนเริ่มมีอะไรกันหลังจากที่เริ่มคบกันได้ประมาณ 1 เดือน
ครั้งแรกเป็นคืนที่ผมกลับจากเที่ยวแล้วไปค้างบ้านเค้า
แต่คืนนั้นมันไม่ค่อยน่าประทับใจสักเท่าไหร่
เอาเป็นว่าเมื่อเราสองคนต่างรับรู้
เละเรียนรู้ความรู้สึกที่ต้องการของกันเป็นกัน
เราสองคนก้ต่างถ่ายถอดลีลารักระหว่างเราได้อย่างไม่มีอะไรมาปิดกันมันได้
คืนนั้นผมผมเริ่มด้วยการเข้าไปนอนเคียงข้างโยอย่างทุกคืนที่ผมไปนอนบ้านเค้า
ปกติผมจะไม่ค่อยใสเสื้อนอนสักเท่าไหร่
แต่จะใส่เพียงกางเกงขาสั้นหรือไม่ก็บ็อกเซอร์เท่านั้น
ส่วนโยจะชอบใส่ชุดนอนบางๆ
เหมือนผู้หญิงนอนกลิ่นกายของโยหอมยั่วยวนผมทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้
ผิวที่ขาวอมชมพู นิ่มและนุ่มนวลเหมือนผู้หญิง จะหริดจะกร้านที่ดูน่ารัก
มันทำให้ผมยากที่จะระงับยับยั้ง
อารมณ์เอาไว้ได้
ผมจะมีอะไรกับโยทุกคืนที่เราสองคนอยู่ด้วยกัน (อาทิตย์ละ
3-4 ครั้ง)
และเกือบทุกครั้งทำจะเป็นฝ่ายเสร็จอยู่คนเดียว
เพราะโยเค้าจะอายเวลาเสร็จต่อหน้าผม
เค้าบอกเค้าจะมีความสุขที่เห็นผมมีความสุข
เค้าบอกกับผมว่าแค่ผมกอดเค้าเค้าก็รู้สึกอบอุ่นแล้ว
คำพูดของโยทำให้ผมรักเค้า
และรู้สึกดีๆ กับเค้ามาก
มันช่างเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่ผมไม่อยากลืมมันจริงๆ
ถ้าย้อนเวลากลับได้ผมคงไม่ปฏิเสธมันแน่นอน
โยทำรักด้วยปากให้ผมบ่อยๆ
เรียกว่าแทบจะทุกที่ก็ว่าได้ ในห้องน้ำ โซฟา บนเตียง
พื้นห้อง อ่างอาบน้ำ
บันได ระเบียงบ้าน ทุกๆ ที่ทีบรรยากาศ เวลาและสถานที่
เอื้ออำนวยให้มันเกิดขึ้น บางครั้งเราสองคนก็มีกิจกรรมแผลงๆ กันเช่น
การอมน้ำแข้งไปด้วยระหว่างการทำรักด้วยปาก
ราดน้ำหวานไปบนส่วนนั้นของผมโดยให้เค้าค่อยดูดกินความหวานมันอยางช้าๆ
หรือทาไอศครีมรสชาติโปรดของโยบนส่วนนั้นของผมเพื่อเพิ่มความรู้สึกเสียวสยิวมากขึ้น
มันเป็นความทรงจำที่ผมฝังใจมาจนทุกวันนี้จริงๆ ครับ
โยจะมีหยาดน้ำตาไหลรินออกมาจากตาหลังจากที่ผมเสร็จ และกอดเค้าหอมแก้มนุ่มๆ
ของเค้า ผมรู้ว่าตอนนั้นผมรักเค้ามาก ผมไม่เคยมีความสุขแบบนั้นมาก่อน
ผมว่าเป็นใครก็ต้องเป็นเหมือนผม
ลุ่มหลง ฝัน ล่องลอย
อยู่ในห้วงเวลาแห่งความสุขนั้น จนไม่รับรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมนั้น
ไม่ได้มีผมเพียงคนเดียวที่ได้รับ
แต่ยังมีใครคนหนึ่งกำลังจะขโมยความรู้สึกแบบนั้นไปจากผม
ผมเกือบจะจับผิดได้ในหลายๆ ครั้งแต่สุดท้ายผมก็เหมือนที่จะลืมมันไปเสียหมดสิ้น
เพราะทุกครั้งที่ผมรู้ระแคะระคายว่าเค้าจะมีคนอื่น เค้าจะพยายามปกปิดด้วยการ
พยายามเอาใจใส่ผมมากขึ้น ตามใจผม
เพื่อรักษาความรู้สึกที่ดีของผมที่มีต่อเค้านั้นเอาไว้
กว่าผมจะตาสว่างและรับรู้ได้ว่า โยคนที่ผมว่าผมรักเค้า
แต่ความรักที่ผมเห็นมันเป็นเพียงละครฉากหนึ่งที่เค้าแสดงให้ผมดูเท่านั้น
หน้ากากที่เค้าใส่ เบื้องหลังนั้นมันถูกฉาบด้วยความจอมปลอมและความหลอกลวง
โยซ่อนความรักของเค้าเอาไว้กับคนอีกคนหนึ่งตลอดเวลาที่อยู่กับผมและคนนั้นจะมาแทนที่ผมเสมอทุกครั้งที่ผมไม่ได้อยู่กับเค้า
ผมเหมือนควายมากๆ ในเวลานั้นที่ปล่อยให้โยหลอกผมอยู่ตลอดเวลา 2 ปีที่คบกัน
(หกเดือนแรกยังไม่มี) ผมไม่โกรธที่เค้าหลอกผม ผมไม่โกรธที่เค้าทำแบบนั้น
เพราะรู้ตัวว่าผมเองก็ไม่ได้ดีพอสำหรับโย
ผมเคยได้ยินว่าเค้าต้องการคนที่มาคอยให้ความอบอุ่นกับเค้าได้ตลอดเวลา
ซึ่งไม่ใช่ผมผมทำแบบนั้นไปได้ เค้าจึงต้องหาคนที่ดีกว่าผม
การกระทำของโยที่ทำกับผม
ผมได้รับรู้ในวันหนึ่งที่เค้าเริ่มที่จะตีตัวออกห่างผม
เพราะเค้าเองแน่ใจว่าอีกคนหนึ่งที่เค้าคบอยู่นั้นดีกว่าผม
สามารถให้ความอบอุ่นและคุ้มครองเค้าได้
ในส่วนซึ่งผมทำให้เค้าไม่ได้
ผมยังต้องมีบ้านต้องกลับ มีครอบครัวที่ดีรออยู่
มีงานที่ต้องทำ
และไม่มีเวลาให้เค้ามากมายนัก ผมรู้สึกดีที่เห็นเค้าเจอในสิ่งที่ดี
ตอนผมคบกับโย เค้าจะบอกกับผมเสมอว่า ให้ผมได้รับรู้ว่า
"ไม่มีใครรักผมเท่าเค้าอีกแล้ว"
แต่ผมก็ขอบอกต่ออีกว่าไม่มีใครทำให้ผมเจ็บแค้นได้เท่าเค้าเช่นกัน
เมล็ดพันธุ์แห่งความรักที่ผมรอคอย มันไม่ใช่อย่างที่ผมคิด
ความรักที่โยมอบให้กับผมนั้นกลับกลายเป็นเปลวไฟ
ที่ร้อนแรง
มันเผาผลานดินดีในแก้วแห่งหัวใจของผมให้แข็งแกร่งมากขึ้น
เปลวไฟมันทำให้หัวใจของผมในตอนนี้เหมือนกลายเป็นหินก้อนหนึ่ง
ที่มีแต่เย็นชา
เห็นแก่ตัว ไม่ยอมอ่อนลงให้ใครอีก ผมได้บอกกับตัวเองแล้วว่า
ต่อไปจากนี้ผมจะไม่รักใครด้วยหัวใจอีกแล้ว ความรักที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ต่อไป
เป็นความรักที่เกิดขึ้นด้วยสมองเท่านั้น ผมจะไม่เสียใจกับมันอีกแล้ว
การรักด้วยสมองของผม ผู้ชายอย่างผมจะไม่เสียใจอีกแล้ว
คนที่มารักกับผมต่อไปจะได้แค่เพียงความรักที่ว่างเปล่าของผมเท่านั้น
ทุกคนจะไม่มีวันได้หัวใจที่แท้จริงของผมอีก ไม่ว่าใครก็ตามที่เข้ามา
ผมจะไม่รักเค้าให้ผมต้องเสียใจอีกแล้ว
ถึงแม้ว่ามันอาจดูยากสักหน่อยที่เล่นกลับความรู้สึกแบบนั้น และมีหลายๆ
ครั้งที่ผมเกือบที่จะพลาดไปกับความรักอีก
แต่สุดท้ายผมก็สามารถเรียกความรู้สึกแบบนั้นกลับมาได้ทัน
ก่อนที่ผมจะต้องกลับไปเสียใจกับมันอีก
อาจจะดูว่าผมเป้นคนมองโลกเพียงด้านเดียว
และเหมือนผมเป็นคนเห็นแก่ตัว
แต่ผมว่ามันก็ดีแล้วสำหรับการเตรียบตัวสำหรับความรักที่จะผ่านเข้ามาอีก
เพราะความรักก็เคยตอบแทนผมได้สาหัสเช่นกัน
ไม่ผิดที่ผมจะเตรียบตั้งรับมันก่อนก็เท่านั้น
ผมเองยอมเห็นแก่ตัว ยอมเป็นคนเลว ดีกว่าจะต้องไม่เสียกับสิ่งไร้สาระอย่าง
"ความรัก" ที่หลอกลวงอีก ผมได้เรียนรู้แล้วว่า
การให้ความกับใครก่อนไม่มีประโยชน์
เพราะผมได้เรียนรู้มันแล้ว
ความรักของผมตอนนี้ก็คือความว่างเปล่าของผม
และผมเองยังหวังและรอคนที่จะเข้ามาเติมเต็มมันอีกสักครั้ง
และครั้งต่อจากนี้ผมจะไม่มีวันเสียใจอีก นี่แหละครับเรื่องราวความรักของผม
ยังไงถ้าไม่ผิดกติกาก้อย่าลืมโหวดด้วยนะครับ Email. มาติชมได้นะครับ ICQ.
65794258 kaszuka@lemononline.com kaszuka@jorjae.com
kaszuka@jojomail.com
|