|
Episode 9
ช่วงปิดเทอมบางวันผมก็ไปหาโอ๊ตที่ร้าน เขากลับเป็นโอ๊ตคนเดิมแล้ว หยอกล้อเล่นหัวกันเหมือนเดิม
ผมบอกได้เลยนะว่าเวลาเขาอารมณ์ดีเนี่ย เห็นแล้วมันชื่นหัวใจจริง ๆ ผิดกับวันนั้นลิบลับ
ดังนั้นถ้าผมอยากเห็นเขาเป็นแบบนี้ตลอดไป ผมต้องไม่คิดเกินกว่าคำว่าเพื่อนกับเขา
เพราะผมกลัวว่าเขาจะเกลียดผม และเราจะมองหน้ากันไม่ติดตลอดไป
วันเปิดเทอมมาถึง (อะไรวีะ พึ่งปิดเทอมไปย่อหน้าที่แล้วเนี่ยนะ
เออ แล้วจะทำไม
ขี้เกียจพิมพ์นี่หว่า) ชีวิตในกลุ่มเราก็ยังเหมือนเดิม เพียงแต่ไม่มีต่ายเท่านั้น
เพื่อน ๆ ก็ชอบแซวเจ้าโอ๊ตเรื่อย ๆ เรื่องของเขากับต่าย ทำเอาโอ๊ตอาย แต่ก็ไม่พูดอะไร
ผมได้แต่ยิ้ม ๆ ไปตามเพื่อนเท่านั้น เฮ้อ
อึดอัดนะเนี่ย คุณว่าไหม ไอ้การที่เราชอบเพื่อนเนี่ย
โว๊ย
. อยากจะบ้าตาย หลัง ๆ มานี่ผมทำกับโอ๊ตเหมือนกับเป็นแฟนกันแน่ะ เช่น
ผมจดการบ้านให้โอ๊ต ทำรายงานให้ โอ๊ย สารพัด เพื่อน ๆ ยังแซวกันเลยว่าเราเหมือนแฟนกัน
แต่ผมกับโอ๊ตก็ทำเฉย ๆ ก็เราไม่ได้เป็นกันจริง ๆ นี่ และคงไม่มีวันเป็นไปได้
แล้วผมทำดีกับโอ๊ตไปเพื่ออะไรล่ะเนี่ย
เวลาผ่านไปอีกแล้วครับท่าน พายุลูกเดิมแต่ใหญ่กว่าเก่าก็ก้าวเข้ามาอีกครั้ง
ต่ายยังติดต่อกับเพื่อนทุกคนในกลุ่มครับ นั่นคือผมด้วยแล้วก็โอ๊ตด้วย แต่ผมไม่รู้นะว่าเวลาเขาสองคนคุยกันจะเป็นเหมือนเดิมหรือเปล่า
แต่เอาหน่ะ เจ้าต่ายมันเห็นโอ๊ตเป็นแค่เพื่อนนี่หน่า อย่าไปคิดอะไรมากเลย
แต่หารู้ไม่ว่าพวกเขากำลังจะ
วันนั้นเป็นช่วงต้นเดือนธันวาคมครับ ทาง รร.ก็สั่งให้ทำรายงานวันพ่อ ซึ่งต้องส่งบ่ายวันนี้
วันนี้ทั้งวันผมสังเกตเห็นเจ้าโอ๊ตมันอารมณ์ดีผิดปกติ รวมทั้งเพื่อนสนิทของมัน
(เอ๊
แล้วเราไม่สนิทเหรอว๊าาา
) แซวมันกันใหญ่ ผมไม่รู้หรอกนะว่าเรื่องอะไร
ผมก็ยังแปลกใจอยู่เหมือนกัน ทำไมเพื่อนกันแท้ ๆ ไม่เห็นเล่าอะไรให้ฟังบ้างเลย
ผมแบกรายงานของเพื่อนในห้องไปส่งอาจารย์ข้างล่าง เนื่องจากผมเป็นหัวหน้าห้อง
กลุ่มผมรวมทั้งโอ๊ตด้วยก็ตามมาส่งเป็นเพื่อน ขอบใจมาก พวกเฮงซวย ลงมาเป็นเพื่อนแต่ไม่ช่วยกูถือสักเล่ม
ฮึ่มมม
และแล้วเหตุการณ์วินาศกรรมช๊อกโลกยิ่งกว่าตึกเวิลด์เทรดโดนถล่มก็เกิดขึ้นกับผม
(เปรียบเทียบซะเว่อร์เชียะ) ขณะที่ผมกำลังนับจำนวนรายงานที่ส่งต่อหน้าอาจารย์อยู่ผมก็เห็นเจ้าโอ๊ตรีบกุลีกุจอไปโทรศัพท์ที่ข้าง
ๆ ตึกเรียนนั่นแหล่ะ ผมนับเสร็จส่งให้อาจารย์ แล้วผมก็หันไปถามเพื่อนชายว่า
โอ๊ต โทรหาใครเหรอ อ๋อ โทรหาแม่มันหน่ะ มันเป็นห่วงแม่ ได้ข่าวว่าแม่มันไม่สบาย
จะบ้าเหรอ แม่ไม่สบาย แต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ทั้งวันเนี่ยนะ ผมไม่เชื่อหรอก
เหรอ แล้วก็ไม่บอกจะให้ยืม PCT ผมหน้าซีดลง แต่ว่าไม่ได้ให้เพื่อนเห็นเดี๋ยวมันจับได้
โทรหาแม่เหรอ ผมถามโอ๊ตทันทีเมื่อเขาวิ่งกลับมา โอ๊ตมองหน้าผมกับเพื่อนอย่างงง
ๆ แล้วเพื่อนชายก็รีบพูดขึ้นก่อนว่า จริง ๆ แล้วป่าวหรอก โอ๊ตมันโทรหาคน
ๆ หนึ่ง โอ๊ตยิ้มท่าทางเขิน ๆ ต่ายละซิ ผมพูดออกไป เพื่อนพยักหน้า แล้วโทรไปหาทำไมล่ะ
ผมยิงคำถามไปที่เพื่อนชาย ทั้ง ๆ ที่ผมน่าจะถามโอ๊ตมากกว่านะเนี่ย มันนัดไปดูหนังกัน
นั่นคือคำตอบที่เพื่อนชายโอ๊ตพูดออกมา ผมเงียบไม่มองหน้าโอ๊ต ก็ดี ผมพูด
สักพักโอ๊ตก็เร่งพวกเราให้ไปเก็บของ จะได้ออกจาก รร.เสียที เพราะเดี๋ยวจะผิดนัดต่าย
ผมเห็นเขาระริกระรี้มาก ความเครียดและความเศร้า พัดกระหน่ำชีวิตผมอีกครั้งหนึ่ง
โอ๊ย
ชีวิตกู
ระหว่างทางออกจาก รร.เจ้าโอ๊ตเม้าท์สนุกปากกับเพื่อนมันใหญ่ ผมเดินตามหลังช้า
ๆ ดูมันท่าจะดีใจมาก ว่าต่อไปนี้มีแฟนกับเขาเสียที ฮือ ๆ
จนกระทั่งถึงป้ายรถเมล์
เราทั้งหมดแยกทางกัน ผมพยายามกลั้นน้ำตาไว้ ต่อไปหัวใจโอ๊ตจะไปจากเพื่อนอย่างเราแล้ว
เขาคงไม่ทำดีกับเราเหมือนกับเมื่อก่อนหรอก เพราะต่อแต่นี้คนที่เขาต้องทำดีด้วยก็คือ
ต่าย เท่านั้น
ผมกลับมาถึงบ้าน พยายามร้องไห้ แต่มันร้องไม่ออก พวกคุณคงเคยเป็นใช่ไหม นี่ไม่ใช่ความผิดหวังครั้งแรกของเราหรอกนะ
แต่มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำซากของเราต่างหาก ทำใจยอมรับเสียเถอะ โอ๊ตก็เพื่อนเรา
ต่ายก็เพื่อนเรา ไม่ใช่เหรอ ผมพยายามคิด แล้วพรุ่งนี้ผมจะพยายามปฏิบัติกับโอ๊ตให้เหมือนเดิม
ขณะที่ผมกำลังนอนอยู่ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น มันเป็นเวลาเดียวกับที่โอ๊ตโทรมาหาผมทุกครั้ง
มูนอนยัง คำพูดเดิม ๆ ของเขาที่พูดกับผมทุกครั้งที่ผมยกหูโทรศัพท์ขึ้น
แต่น้ำเสียงเขาคราวนี้ดูมีความสุขกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เขาคุยกับผมเรื่องหนังที่ไปดูมา
อย่างออกรสชาติ แต่ผมได้แต่อือออห่อหมก ขนมครก ใส่ปลาเค็ม ไปกับเขา (เอ๊
จะกินได้ไหมเนี่ย) ด้วยความง่วงบวกกับจิตใจที่ไม่อยากรับรู้เรื่องความสนุกของพวกเขา
2 คน แค่นี้ก่อนนะ ง่วงมาก ผมพูดตัดบทขณะที่เขาพูดยังไม่จบ ผมวางโทรศัพท์ทันทีโดยไม่รอคำตอบจากเขา
คืนนั้นเองหลังจากผมวางโทรศัพท์ไปแล้ว ผมเกิดอาการนอนไม่หลับครับท่าน มันส่ายมันสับตับพิการอาหารไม่ย่อย
(เฮ้ย ๆ เกินไป) คิดแต่เรื่องของโอ๊ต พอหลับตาลงได้สักพักผมก็หลับไป (ยังไงของมันแน่)
ประมาณตี 4 ผมลุกขึ้นมาฉี่ครับ (คล้องจองกันม่ะ) เป็นประจำทุกคืน ต้องปวดเวลานี้ทุกทีซิน่า
แต่คืนนี้กลับไม่เหมือนทุกคืนครับ ทุกคืนถ้าผมกลับมานอนก็หลับต่อสบาย แต่คืนนี้ไม่ซิ
เรื่องของเจ้าโอ๊ตกับยัยต่ายมันวนเวียนเข้ามาในหัวผม ให้ตายซิ พรุ่งนี้ก็ต้องไป
รร.นะ ผมพลิกตัวไปมาเท่าไรก็นอนไม่หลับเสียที นับลูกแกะไปหลายตัวแล้วก็ยังไม่หลับ
ดูนาฬิกาตอนนั้นประมาณ ตี 4 ครึ่งได้ เอาว่ะ ผมตัดสินใจ เอาวีซีดีหนังที่ยืมเพื่อนมาดู
(ฮั่นแน่
คิดว่าหนังโป๊อะดิ คนบ้า ทะลึ่ง) เป็นซีดีคอนเสิร์ตหน่ะครับ (ไหนเอ็งพิมพ์ว่าหนังไงว่ะ
เออหน่ะ หยวน ๆ) วงอะไรจำไม่ได้ ดูไปเรื่อย ๆ ความง่วงไม่มาครอบงำซักนิด
พี่ผมที่ลุกมาเข้าห้องน้ำก็งง เอ๊ะ เสียงใครเล่นคอนเสิร์ตที่ไหนตอนตี 4 หารู้ไม่
น้องชายกำลังโดนหักอก ฮ่า ๆ ไม่ใช่ซะหน่อย ซีดีคอนเสิร์ตจบประมาณ 6 โมงเช้าพอดี
ได้เวลาเตรียมตัวไป รร.แล้วซิ
แปลกมากนะครับ ผมมา รร.ด้วยความกะปรี้กะเปร่า สภาพไม่เหมือนกะคนตื่นตี 4
เลยซักนิดเดียว แหม ช่างมันเถอะครับ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด แต่ต้องขอบคุณเจ้าเพื่อนคนนั้นที่มันให้ยืมวีซีดีมาดูหน่ะครับ
ทำให้เพลิน ไม่งั้น ไม่รู้จะทำอะไรตอนตี 4 (แน่ ๆ รู้นะ คุณคิดอะไรอยู่)
โอ๊ตก็มาสายเหมือนเคยหน่ะครับ หมอนี่มีแฟนหรือยังไม่มีก็ไม่ต่างกันเลย ยังมาสายตามปกติ
(ก็เรียนสายอาชีพนี่หน่า ก็ต้องมาสายเป็นอาชีพเด่ะ
เออ นั่นดิ) แต่วันนี้มันร่าเริงครับ
เพื่อน ๆ โห่แซวกันใหญ่เลย มันเขินใหญ่ แล้วมันก็นั่งตรงที่ประจำ (ก็แหงแซะ)
ผมมองดูเขาเฉย ๆ แล้วก็ก้มหน้าก้มตาเรียนต่อ (แล้วจะเรียนรู้เรื่องเหรอ ก้มหน้าเรียนหน่ะ)
ผมคุยกับเพื่อนทุกคนตามปกติครับ แต่กับโอ๊ตแล้วแน่นอนว่าจะทำปกติหน่ะคงไม่ได้
โอ๊ตถามผม ผมก็ตอบ แต่แบบถามคำตอบคำหน่ะครับ ไม่ได้คุยหยอกล้อกันเหมือนเมื่อก่อน
ผมยังกลัวเพื่อนคนอื่นจะสงสัยเลย แต่ผมก็พยายามแล้วนะครับ พยายามให้ดูธรรมชาติที่สุด
แต่ยังไงเพื่อนผมว่าพวกมันก็ดูออกอยู่แล้ว เฮ้อ
เอาล่ะซิกู ใจนึงอยากปฏิบัติกับโอ๊ตเหมือนเดิม
เพื่อนรวมทั้งตัวโอ๊ตเองจะได้ไม่สงสัย แต่ใจนึงมันทำไม่ได้ อยากให้โอ๊ตรับรู้เหมือนกันว่า
เรารู้สึกยังไงกับนาย ผมคิดไว้ว่า วันใดหากโอ๊ตไม่มีใคร ผมจะถามเขาดู ประโยคเดียวกับที่โอ๊ตถามต่ายว่า
รู้สึกกับเราอย่างไร จะลองพูดคำว่า เราชอบนาย สักคำ แต่ผมไม่รู้หรอกว่า
คำ ๆ เดียวคำนี้ มันพูดยากแค่ไหน
วันหนึ่งขณะที่ผมกำลังเมาท์แตกกับเพื่อนคนหนึ่งอยู่ อยู่ ๆ ผมจำไม่ได้ครับว่าเราคุยกันเรื่องอะไร
(คุณผู้อ่านช่วยผมนึกด้วยนะครับ
อ้าว มันเรื่องของเอ็งนี่หว่า ใครจะไปนึกได้ว่ะ)
เอาเป็นว่ามันไปวนถึงบุคคลที่ผมไม่อยากพูดถึงคือตัวโอ๊ตนั่นเอง ผมบอกเพื่อนว่า
ตอนนี้มันมีความสุขดีแล้วนี่ มันมีแฟน ส่วนกูยังไม่มี ผมพูดแดกดัน มึงยังไม่รู้อะไร
เพื่อนมันพูดประโยคนี้มา ผมนิ่งเลยครับ มันหมายถึงอะไรหว่า พวกมึงมีอะไรไม่เคยเล่าให้กูฟังเลยนี่หว่า
เรื่องอะไรว่ะ ผมถามไป เรื่องไอ้โอ๊ตกับอีต่ายอ่ะดิ เพื่อนตอบกลับ พร้อมพูดต่อ
มันเลิกกันแล้ว หาาา
. (ผมอุทานในใจนะครับท่านผู้อ่าน) อะไรว่ะ คบกันได้เดือนเดียวเอง
เรื่องอะไรว่ะ ผมถามกลับ พยายามทำน้ำเสียงธรรมดาที่สุด แต่ในใจนะเหรอ ยะฮู้!!!!
สะใจโว๊ยยย
. เพื่อนผมเล่าทันทีว่า เมื่อมะรืนนี้ อีต่ายอ่ะ มันบอกว่าเราคบกันเป็นเพื่อนดีกว่า
คบกันเป็นแฟนเราไม่เหมาะสมกันเลย โถ แม่คุณ เหตุผมน้ำเน่าฉิบห่าเลย แต่ผมก็ดู
ๆ แล้วนะ ไม่ใช่อคติอะไรหรอก (แต่ก็มีนิด ๆ แหล่ะ) ดูมันทั้งคู่ไม่เหมาะกันเลย
แถมนิสัยยังต่างกันสุดขั้ว อีต่ายออกจะบู๊ ลุย ๆ ห้าว ๆ ปากก็โคตรหมาเลยว่ะ
สงสัยแม่งเพาะฟาร์มหมาไว้ในปากแหงแซะ หากได้ด่าใครที โอ้โห ด่าซะเสียหมา
เอ๊ย.. เสียคนเลย มิน่า ผมถึงเป็นเพื่อนกะมันได้ (อ้าว
) ตรงข้ามกับนิสัยโอ๊ตอย่างสิ้นเชิง
ฮ่า ๆ สะใจโว้ย จากที่ผมพยายามแกล้งทำอารมณ์ดีอยู่ทุกวัน คราวนี้ไม่ต้องแล้วล่ะ
อารมณ์ดีแล้วจ้าาา
เจ้าโอ๊ตเนี่ย มันก็เหมือนเจ้ากรแหล่ะครับ พอถูกเมียทิ้ง ก็ทำมาจี๋จ๋ากับผม
ฮี่โธ่
พวกคุณเป็นงี้กันบ้างหรือเปล่าเนี่ย ผมก็เลยสนองมันซะ กลับไปทำตัวปกติอย่างเมื่อก่อน
(อ้าว ใจง่ายนี่หว่า ก็แหงล่ะ น้ำขึ้นให้รีบตัก อิ ๆ) คราวนี้ล่ะ วันไหนโอ๊ตไม่โทรมา
ผมก็โทรไปหามันเลยครับ เมาท์แตกกันแบบกับเพื่อนคนอื่น ๆ นะแหล่ะ แต่ผมสองคนจะคุยกันใช้สรรพนามดีกว่ากับเพื่อนคนอื่น
ๆ นะครับ แหะ ๆ ต้องเข้าใจ ต้องเข้าใจ
To be continue
|